ลุงซาเล้ง ไล่ฟันหนุ่ม จยย. ยันเป็นคนใจดี เห็นคู่กรณีเหมือนหลาน งงทำดีเยอะกลับไม่เผยแพร่ (คลิป)

กรณีในโลกโซเชียวเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ดุเดือดริมถนน เมื่อลุงเก็บของเก่า คว้ามีดไล่ฟันชายหนุ่มคนหนึ่ง หลังรถซาเล้งเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของชายหนุ่ม จนทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ภาพจากคลิปที่เผยแพร่บนโลกออนไล์ ขณะที่ลุงอำนวยถือมีด กำลังไล่ฟันนายเอกลักษณ์

ล่าสุด วันนี้ (4 เม.ย.) ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุบริเวณซอยประชาสงเคราะห์ 45  ได้พูดคุยกับ น.ส.สุพานิช พลเยี่ยม หรือ หม่อม อายุ 44 ปี วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง เปิดเผยว่า ปกติมักจะเห็นลุงขับรถซาเล้งเก็บของเก่าขายเป็นประจำ ทุกครั้งที่เห็นขับรถก็จะขับเร็ว และมักไม่ค่อยเหยียบเบรก

ซอยประชาสงเคราะห์ 45 บริเวณที่เกิดเหตุ

น.ส.สุพานิช บอกว่า ตนเคยโดนลุงซาเล้งขับรถปาดหน้ามาแล้วหนึ่งครั้ง โดยไม่มีการลงมาดูตนแม้แต่น้อย และเวลาขับรถออกจากซอย ลุงซาเล้งก็มักจะชอบเร่งเครื่องใส่ แต่ไม่เคยพูดจาด่าทอใคร ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน (3 เม.ย.) ตนไม่เห็น เนื่องจากช่วงเวลาเกิดเหตุ ตนขับรถรับส่งผู้โดยสารอยู่ แต่อยากบอกกับคุณลุงซาเล้งว่า ขับรถให้ช้าๆ และอยากให้ใจเย็นกว่านี้

น.ส.สุพานิช พลเยี่ยม หรือ “หม่อม” คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง

ความคืบหน้าเกี่ยวกับคดี ที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดง วันนี้ นายอำนวย ทรัพย์สืบ อายุ 55 ปี ชายขับรถซาเล้ง ในคลิป พร้อมด้วย นายเอกลักษณ์ เหล่าโนนคร้อ คู่กรณี ได้เดินทางมาให้ปากคำกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ลุงอำนวย และ นายเอกลักษณ์ ให้ปากคำตำรวจ

โดยนายเอกลักษณ์ ได้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ไม่ติดใจเอาความ แต่ทาง พ.ต.ท.สุภัทร ทองส้ม รองผกก.(สอบสวน) หัวหน้างานสอบสวน สน.ดินแดง ได้แจงว่า นายอำนวย หรือ ลุงซาเล้ง ต้องถูกเปรียบเทียบปรับจำนวน 1,000 บาท ในข้อหาขับรถโดยประมาท, ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว และพกพาอาวุธมีดไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันควร

ลุงอำนวย และ นายเอกลักษณ์ จับมือกันหลังปรับเข้าใจได้

หลังจากนั้น นายเอกลักษณ์และนายอำนวยได้จับมือพร้อมกับโอบกอด เพื่อเป็นการแสดงว่าทั้งสองฝ่ายไม่โกรธเคืองต่อกันแล้ว

ลุงอำนวย และ นายเอกลักษณ์ โอบกอดให้อภัยกัน

นายเอกลักษณ์ เหล่าโนนคร้อ คู่กรณีของลุงซาเล้ง เปิดเผยว่า วันที่เกิดเหตุ ตนกำลังขับรถกลับบ้าน โดยใช้เส้นทางซอยประชาสงเคราะห์ 45 แต่มีรถซาเล้งขับเข้ามาเฉี่ยวรถจักรยานยนต์ตนบริเวณท่อรถ จึงรีบจอดรถเพื่อที่จะเรียกประกันรถจักรยานยนต์ พร้อมกับบอกให้ ลุงซาเล้งรอ แต่หลังจากนั้นไม่นานเห็นลุงซาเล้ง ได้ขับรถซาเล้งออกไป ตนจึงได้จับเสื้อของลุงซาเล้ง จังหวะที่ไปจับเสื้อพร้อมกับลุงซาเล้งกำลังขับรถออกไป จึงคล้ายกับไปกระชากคอเสื้อ ลุงซาเล้งจึงไม่พอใจลงมาด่าทออย่างแรงว่า “ไปลงนรกซะ มึงไม่ตายดีหรอก” ก่อนที่ลุงจะคว้ามีดอีโต้ออกมา ตนจึงรีบวิ่งหนี คิดว่าหากพูดคุยต่อไปคงไม่รู้เรื่อง

นายเอกลักษณ์ เหล่าโนนคร้อ คู่กรณีของลุงซาเล้ง

นอกจากนี้ นายเอกลักษณ์ บอกว่า หลังจากที่หนีเสร็จ ลุงซาเล้งได้โทรศัพท์ตามภรรยามา เมื่อภรรยาลุงซาเล้งมาถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางมาไกล่เกลี่ยด้วย จนลุงซาเล้งยินดีเสียค่าซ่อมรถให้ เป็นเงินประมาณ 1,700 บาท ตามที่ศูนย์รถได้ประเมินราคา

ทั้งนี้ นายเอกลักษณ์ บอกอีกว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตนต้องคอยควบคุมอารมณ์ตลอดเวลาขับขี่รถ เพราะหากตนไปทะเลาะกับคนอื่น แล้วประสบอุบัติเหตุตนจะทำอย่างไร เพราะลูกก็อายุยังน้อย และตนเป็นเสาหลักของครอบครัว จึงไม่อยากให้ครอบครัวลำบาก แต่อยากให้ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่าใจร้อน

นายอำนวย ทรัพย์สืบ หรือ “นวย” ลุงซาเล้ง

ขณะที่ นายอำนวย ทรัพย์สืบ หรือ “นวย” ลุงซาเล้ง เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุตนก็ขับรถซาเล้งมาแล้วเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของทางคู่กรณีเล็กน้อย แต่ตนไม่ได้ตั้งใจจะเฉี่ยวชน ยอมรับว่าที่ถือมีดลงไป เพราะเกิดจากความอารมณ์ร้อน และทางคู่กรณีมากระชากคอจึงถือมีดลงไป เพราะอารมณ์ชั่ววูบ และความจริงตนไม่ได้คิดที่จะหนีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หลังจากเกิดเหตุก็ได้ขอโทษทางคู่กรณีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมองคู่กรณีเป็นหลาน และ “รักเหมือนหลาน”

นายอำนวย ยืนยันว่า ปกติแล้วตนไม่ได้เป็นคนใจร้อน แต่เป็นคนจิตใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น โดยทุกครั้งที่ตนเห็นผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นถูกเฉี่ยวชนก็มักจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ทำไมถึงไม่มีใครคิดที่จะถ่ายคลิปเหล่านั้นลงสื่อสังคมออนไลน์บ้าง และไม่แน่ว่า ตนอาจจะบวช เพื่อบวชให้เจ้ากรรมนายเวร เพราะรู้สึกเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

นายสมชาย ทรัพย์สืบ หรือ “โอ๊ต” ลูกชายของลุงซาเล้ง

ขณะที่ นายสมชาย ทรัพย์สืบ หรือ ” โอ๊ต” อายุ 26 ปี ลูกชายของลุงซาเล้ง เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุตนก็ได้เดินทางไปช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย โดยได้บอกกับทางคู่กรณีว่าจะจ่ายค่าชดใช้ให้ เรื่องราวก็จบลงด้วยดี

นายสมชาย บอกอีกว่า พ่อตนปกติไม่ใช่คนอารมณ์ เพราะเป็นคนจิตใจดี เป็นคนสนุกสนาน เฮฮา โดยบางครั้งก็ชอบเปิดเพลงดังๆ แล้วยืนเต้นคนเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่ตนอยากบอกสังคมคือ อย่าตัดสินคนเพียงแค่คลิปเดียวที่เผยแพร่ออกไป เพราะต้องสืบหาความจริงเสียก่อนถึงจะวิพากษ์วิจารณ์ได้

keyboard_arrow_up