เปิดใจ “ไอติม” เป็นทหารรับใช้ชาติหวังวันหน้าเปลี่ยนกฎ – “เนติวิทย์” บอกหมดยุคล่ามโซ่ (คลิป)

วันนี้ (4 เม.ย.) บรรยากาศการคัดเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ หรือ เกณฑ์ทหาร ที่วัดราษฎร์โพธิ์ทอง ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ มีผู้เข้ารายงานตัว จำนวน 424 นาย โดยลำดับที่ 250 มีรายชื่อ นายเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ารายงานตัว ท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะ

เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยนายเนติวิทย์ เดินทางมารายงานตัวในสภาพเปียกปอน สวมชุดนักศึกษา สะพายกระเป๋าเป้สีแดง เดินเข้าไปขอใบคำร้องผ่อนผันทหาร พร้อมสวมนาฬิกามาด้วย 5 เรือน และยังบอกว่ายืมนาฬิกาเพื่อนมา แต่เพื่อนยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งมีนาฬิกาที่อยู่ในกระเป๋าเป้อีกรวม 14 เรือน

เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โชว์นาฬิกา

นายเนติวิทย์ กล่าวว่า ตนอยากจะบอกทุกคนว่า หมดยุคหมดสมัยของการเกณฑ์ทหารแล้ว เพราะทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน จะต้องเปลี่ยนระบบการเกณฑ์ทหารจากแบบบังคับ เป็นแบบสมัครใจได้แล้ว

นติวิทย์ โชติภัทรไพศาล อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์

โดย นายเนติวิทย์ ระบุว่า “ตอนนี้หมดยุคหมดสมัยแล้วนะออเจ้า ที่จะมาเกณฑ์ทหาร ซึ่งมีลักษณะเหมือนไพร่ เหมือนทาส ถูกใช้แรงงาน เป็นคนตัดหญ้า หมดยุคสมัยที่ไปถูกล่ามโช่ ถูกธำรงวินัย และอาจจะเสียชีวิตได้” ทั้งนี้ ตนยืนยันว่า จะไม่รับราชการเกณฑ์ทหารแน่นอน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม หลานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียนจบปริญญาสาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และเป็นคนรุ่นใหม่ที่ประกาศตัวสนใจจะมาเล่นการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ได้สมัครเป็นทหารรับใช้ชาติในสังกัดกองทัพบก ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

โดยนายพริษฐ์ เปิดเผยว่า ตนเองโตและเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ จึงไม่มีโอกาสได้เรียนนักศึกษาวิชาทหาร ดังนั้น จึงตัดสินใจสมัคร เพื่อเป็นการลบข้อครหาที่ตนอาจจะถูกมองว่า ใช้เส้นสาย หากจับได้ใบแดง ทำให้เมื่อสมัครใจไปรับใช้ชาติ ตนก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม สมัครเข้าเป็นทหารกองเกิน เมือวานที่ผ่านมา

ไอติม กล่าวต่อว่า การสมัครใจในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ครอบครัวและเพื่อนสนิทรู้มานานแล้ว แม้ว่าพ่อแม่จะเป็นห่วง แต่ทุกคนก็เคารพการตัดสินใจของตนเอง ซึ่งการตัดสินใจ ตนใช้เวลาไม่นานมาก และยืนยันว่าการสมัครใจครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับนายอภิสิทธิ์ เพราะแม้ว่าตนไม่ใช่หลานของนายอภิสิทธิ์ ตนเองก็ไปเกณฑ์ทหารตามที่กฏหมายกำหนดอยู่แล้ว โดยยืนยันว่า ก็จะสมัครใจเหมือนเดิม

ส่วนกรณีที่เมื่อเข้าไปเป็นทหารแล้ว ตนคงไม่มีมีความกังวล หรือ กลัวเรื่องการฝึกทหาร แต่ก็เคยเห็นข่าวที่มีการฝึกแล้วบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เมื่อเกิดแบบนั้นขึ้น ตนเองก็เสียใจทุกครั้ง แต่เมื่อเกิดแล้ว ก็ต้องมีคนรับผิดชอบตามกฏหมาย

ไอติม ได้กล่าวถึงกรณีการสมัครเป็นทหารของตัวเอง ก็เพื่อศึกษาวิธีการฝึก การใช้ชีวิต เพื่อในอนาคตอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเกณฑ์ทหารให้สอดรับกับยุคสมัยมากขึ้น ทั้งนี้ ตนยังมองว่าการเป็นทหารก็เป็นการดี เพราะจะทำให้เด็ก เยาวชน ร่วมกันรักชาติ ร่วมปกป้องบ้านเมือง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม สมัครเข้าเป็นทหารกองเกิน เมือวานที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ไอติม ยังเปิดใจ ถึงแนวทางการเมืองว่า ตนเองสนใจการเมืองมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษา ซึ่งตนเองก็ต้องการพัฒนาประเทศ และการเมืองจะเป็นอีกรากฐานหนึ่ง ที่จะช่วยพัฒนาประเทศได้ และจากสิ่งที่ได้ไปสัมผัส ได้เรียนจากประเทศอังกฤษ ทำให้เห็นว่าประเทศไทยและอังกฤษ มีลักษณะการปกครองคล้ายกัน แต่อังกฤษสามารถขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ ฉะนั้น หากตนเองเลือกพื้นที่ทางการเมืองมาเป็นจุดเปลี่ยน ก็จะง่ายต่อการจัดการปัญหาต่างๆ เช่น การออกกฎหมายบางฉบับ แต่ได้ผลระดับมหาภาค ที่จะทำให้ประชาชนได้รับสิทธิ์เหล่านั้น

ทั้งนี้ ไอติม ปฏิเสธว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในครอบครัวทางการเมือง เพราะพ่อแม่เป็นแพทย์ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวทางการเมืองใดๆ ยกเว้นมีญาติ 2 คน ที่ทำงานการเมือง คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ที่ทำงานคนละพรรคกัน แต่ส่วนใหญ่เวลารวมญาติ ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องการเมืองเลย แต่จุดเปลี่ยนที่ชอบการเมือง เพราะเคยมีโอกาสเข้ามาฝึกงานกับนายอภิสิทธิ์ ทำให้มองเห็นอุดมคติของพรรค เรื่องของประชาธิปัตย์ ซึ่งหมายถึงพรรคนี้ ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของสมาชิกพรรคทุกคน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม พูดคุยกับผู้สื่อข่าว

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ตนเองมองว่า ไม่ใช่แค่คนหน้าใหม่เข้ามาทำงาน “ตนเองไม่อยากเป็นคนรุ่นใหม่ ในประชาธิปัตย์ยุคเก่า แต่อยากเป็นคนๆ หนึ่งในประชาธิปัตย์ยุคใหม่” หมายความว่า พรรคต้องมีความชัดเจนเรื่องเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หากไม่เดินตามแนวทางนี้ ตนเองก็ไม่สนับสนุน แต่เชื่อว่า วันนี้พรรคกำลังเปลี่ยนและเดินไปในรูปแบบนั้น

นอกจากนี้ หากในอนาคต มีพรรคอื่นที่มีอุดมการณ์ที่คล้ายกับธงที่ตนเองตั้งไว้ ก็มีแนวทางที่เป็นไปได้ที่ตนเองจะเปลี่ยน แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย หากพรรคใดมีอุดมการณ์คล้ายกัน อนาคตก็อาจเกิดการร่วมกันทำงานเกิดขึ้นก็ได้ แต่เบื้องต้น ส่วนตัวยังไม่เห็นว่าจะมีพรรคใดที่มีอุดมการณ์คล้ายกับแนวคิดของตน ซึ่งก็เห็นจะมีพรรคประชาธิปัตย์ที่ใกล้เคียงที่สุด

keyboard_arrow_up