เมียโต้ สูบเงินหนุ่มคลั่งเผารถ 9 คัน แฉจิตตก ที่ดินโดนยึดทำเครียด (คลิป)

จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ ตระเวนเผารถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านชาวบ้านในพื้นที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี เสียหายรวม 9 คัน จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัว นายวสิทธิ์ นันทิวัชวิภา อายุ 29 ปี ผู้ก่อเหตุได้แล้ว โดยเจ้าตัวให้การวกวน คาดว่าสติไม่สมประกอบ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพแล้วนั้น

น.ส.เอื้องคำ เขียนโคกกรวด น้องสาวของผู้เสียหาย

ความคืบหน้า วันนี้ (27 มี.ค.) น.ส.เอื้องคำ เขียนโคกกรวด น้องสาวของผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ปกติแล้วแฟนตนเป็นคนขับรถตู้รับส่งคนงานของพี่สาวให้กับโรงงาน โดยจะจอดรถไว้ที่ข้างหอพักที่ตนอาศัย ซึ่งช่วงเกิดเหตุ เวลาประมาณ 03.00 น. ขณะตนนอนหลับในห้อง ได้เสียงตะโกนบอกว่า “ไฟไหม้” จึงออกมาดู พบว่าไฟกำลังลุกไหม้รถตู้ โดยเพื่อนบ้านบอกว่า มีคนวางเพลิง ตนคิดว่าอาจมีคนไม่พอใจแฟนที่เคยขับรถไปสร้างความรำคาญหรือไม่ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า มีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกหลายจุด จึงคิดว่าคงมีคนจงใจก่อเหตุ

น.ส.เอื้องคำ ยืนยันว่าไม่รู้จักกับผู้ต้องหามาก่อน และไม่เชื่อด้วยว่าอีกฝ่ายสติไม่ดี เพราะหากสติไม่ดีจริง ญาติก็ควรเข้ามาดูแล ไม่ปล่อยให้ทำคนอื่นเสียหาย ซึ่งกรณีของตนโชคดีที่สามารถดับไฟได้ทัน เพราะไม่เช่นนั้น อาจลามไปติดรถอีกคันที่จอดติดกันได้

ทั้งนี้ รถของตนมีประกันภัยที่จะดูแลเรื่องการทำสีใหม่ให้ทั้งคัน แต่ตนก็อยากให้ญาติของผู้ก่อเหตุ เข้ามาพูดคุยและแสดงความรับผิดชอบบ้าง

นายสมนวย มีศิริ น้าชายผู้ก่อเหตุ

ด้าน นายสมนวย มีศิริ อายุ 61 ปี น้าชายของผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว แม่ของนายวสิทธิ์ เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง และพ่อมีภรรยาใหม่ไปแล้ว จึงแนะนำให้เจ้าตัวนำที่ดินมรดกประมาณ 6 ไร่ไปขาย ในราคาไร่ละ 5,000,000 บาท เมื่อขายที่ได้ เจ้าตัวก็ไปออกรถหรู ใช้เงินกินเที่ยว เล่นการพนัน หมดเงินภายใน 1 ปี ทั้งยังเลิกกับภรรยาเก่า และมีภรรยาใหม่ ซึ่งส่วนตัวก็เชื่อว่า ผู้หญิงอาจมีส่วนที่หลอกเงินไป โดยพักหลังตนเห็นว่า นายวสิทธิ์ใช้ชีวิตคนเดียว ไม่ทราบว่าเลิกกับภรรยาตอนไหน ส่วนรถหรูก็ถูกยึดไป

โดยก่อนหน้านี้ นายวสิทธิ์ เป็นเด็กดี ทำงานรับจ้างทั่วไป แต่หลังจากที่แม่เสีย จนเริ่มมีเงินจากการขายที่ก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่ไม่ทำงาน ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ไม่ฟังคนอื่น ซึ่งตนเคยตักเตือนแต่อีกฝ่ายไม่ฟัง หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้าไปสุงสิงด้วย จนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เจ้าตัวเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง ทำตัวเหมือนคนทรงเจ้าเข้าทรง และมีอาการคล้ายคนสติไม่ดี หลังจากที่ทราบเรื่องว่า หลานไปก่อเหตุเผารถผู้อื่น ก็ตกใจมาก ส่วนตัวยังไม่ได้ไปเยี่ยม เพราะรู้สึกโกรธที่ไปก่อเหตุ และจะไม่ประกันตัวเพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตนก็ไม่มีเงินที่จะไปชดใช้ให้กับผู้เสียหาย จึงไม่ได้เข้าไปหาแต่อย่างใด

ที่ดินมรดกของนายวสิทธิ์

จากนั้นทีมข่าวเดินทางไปยัง ที่ดินมรดกของนายวสิทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ บ้านมาบโป่ง หมู่ 8 ต.มาบโป่ง อ.พานทอง จ.ชลบุรี โดยพบว่า เป็นที่ดินอยู่ติดริมถนน ซึ่งเจ้าของใหม่ได้ทำการถมที่ไว้แล้ว

นายสำรวย จ้อยลี ชาวบ้านในพื้นที่

จากการสอบถาม นายสำรวย จ้อยลี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า หลังจากที่แม่นายวสิทธิ์ เสียชีวิต เจ้าตัวก็บวชประมาณ 1 ปี โดยระหว่างที่เป็นพระ ก็มีการขายที่ดินให้กับเจ้าของร้านขายรถจักรยานยนต์ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี จำนวน 6 ไร่ ราคาไร่ละ 5,000,000 บาท โดยเหลือที่ดินอีก 2 ไร่ บริเวณพื้นที่ติดกัน ซึ่งนายวสิทธิ์ ได้สร้างเป็นห้องพักรายวัน ประมาณ 12 ห้อง แต่ยังไม่ทันได้เปิดกิจการ เพราะเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่ดินดังกล่าวถูกยึด คิดว่าเจ้าตัวคงเกิดความเครียด จนสติไม่ดี

โดยนายวสิทธิ์ มักจะชอบขี่รถจักรยานยนต์มาดูที่ของตัวเองเป็นประจำ เมื่อ 2 -3 วันที่ผ่านมา ยังเห็นเจ้าตัวขับรถมาวนเวียนในพื้นที่ ส่วนที่ดินดังกล่าวนั้น ถูกขายต่อไปให้อีกบริษัท ในราคาไร่ละ 10 ล้านบาท มีข่าวว่าจะเปิดเป็นปั๊มน้ำมัน

บ้านของภรรยาใหม่

จากนั้น ทีมข่าวเดินทางไปยังบ้านภรรยาใหม่ของนายวสิทธิ์ ในพื้นที่ อ.พานทอง มีข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ ระบุว่า ทั้งคู่เลิกรากันไปนานแล้ว มีลูกด้วยกัน 1 คน โดยบ้านของภรรยาใหม่นายวสิทธิ์ เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้นขนาดใหญ่ จากการสังเกตพบว่า มีรถเมล์จอดอยู่ภายในบ้าน ทีมข่าวสังเกตเห็นหญิงสูงวัยรายหนึ่งเดินออกมาจากบ้าน คาดว่าน่าจะเป็นแม่ภรรยานายวสิทธิ์ ทีมข่าวจึงสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เจ้าตัวได้หันหลังเดินหนี พร้อมพูดว่าไม่ทราบเรื่อง เพราะเลิกกันไปนานแล้ว

รถเมล์จอดอยู่ภายในบ้านของภรรยาใหม่

เพื่อนบ้านรายหนึ่ง เล่าว่า นายวสิทธิ์ได้แต่งงาน กับ น.ส.เอ (นามสมมติ) จริง โดยทางบ้านน.ส.เอ ค่อนข้างมีฐานะอยู่แล้ว โดยมีรถบัสวิ่งโดยสารประจำทาง จึงไม่เชื่อว่าจะหลอกเงินผู้ชาย คาดว่า ผู้ชายน่าจะทำตัวไม่ดีทำให้ผู้หญิงต้องเลิกรากันไป

ซึ่งตั้งแต่แต่งงานจนถึงปัจจุบัน ก็ยังเห็น น.ส.เอ ใช้ชีวิตปกติ โดยบ้านหลังใหญ่ที่อาศัยปัจจุบันเพิ่งสร้างหลังแต่งงาน แต่คิดว่าน่าจะเป็นเงินของฝ่ายหญิงที่ขายที่ได้หลายล้านบาท ตอนแรกตนยังไม่ทราบว่าทั้งคู่เลิกกัน จนมาทราบจากข่าว เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นผู้ชายขับรถหรูมาหาที่บ้านบ่อยครั้ง

keyboard_arrow_up