“เดชา” แนะ “ปรีชา” ถ้า DSI ไม่รับคดีหวย ยื่นอัยการ อ้างการสอบสวนมิชอบ เชื่อ อาจพลิกได้ (คลิป)

กรณีเพจเฟซบุ๊ก “ทนายคู่ใจ” ได้ไลฟ์สดพร้อมระบุข้อความว่า “กิจกรรมร่วมทำบุญ #วัดห้วยมงคล ทนายตั้ม ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และทนายรณณรงค์ #อนุโมทนา” โดยมี นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ , นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ร่วมทำบุญถวายสังฆทานแด่ พระอาจารย์ไพโจรน์ ที่วัดห้วยมงคล จ.ประจวบคีรีขันธ์

ขอบคุณภาจากเพจเฟซบุ๊ก ทนายคู่ใจ

นายอัจฉริยะ ได้กราบนมัสการพระอาจารย์ พร้อมระบุว่า จะนำสิ่งที่พระอาจารย์ให้พรไปปฏิบัติตาม และให้การช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับความเป็นธรรม

หลังจากถวายสังฆทาน ทนายทั้ง 3 คน ไปเดินไปไหว้หลวงปู่ทวด โดยมีประชาชนที่มาร่วมทำบุญได้เข้ามาขอถ่ายรูปจำนวนมาก นายอัจฉริยะ จึงได้ชวน ทนายษิทรา ทนายรณรงค์ เคาะระฆัง 3 ครั้ง เพื่อให้มีชื่อเสียงโด่งดัง นอกจากนี้ทั้งสามคนที่พบกับน้องจูน น.ส.สุกฤตา สุภานิล ผู้เสียหายคดีถูกสามีทหารทำร้ายร่างกายพร้อมกับคุณแม่ ได้นำขนมมาฝากกับทีมทนาย พร้อมกับพูดคุยกัน ก่อนทีมทนายจะไปลอดท้องช้าง และทำบุญ

นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความ

นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความ เปิดเผยถึง แนวทางการต่อสู้คดีของครูปรีชา ใคร่ครวญ ในคดีลอตเตอรี่ 30 ล้านว่า หากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ไม่รับคดีเป็นคดีพิเศษ พนักงานสอบสวนชุดเดิมก็สอบพยานต่อ ซึ่งล่าสุด ครูปรีชา ใคร่ครวญ ก็ได้ไปยื่นคำร้องให้สอบพยานเพิ่มเติม จะมีการสอบพยานเพิ่มเติมหรือไม่ ก็เป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน เมื่อสอบสวนเสร็จ ก็ส่งไปยังพนักงานอัยการ

หากครูปรีชารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถไปยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการ เพื่ออ้าง 2 ประเด็นตามพยานหลักฐาน คือ การสอบสวนโดยไม่ชอบ เช่น ตำรวจภูธรภาค 7 มีอำนาจสอบสวน กองปราบปราม ไม่มีอำนาจสอบสวน หากการสอบสวนเป็นไปโดยผู้ไม่มีอำนาจสอบสวนมาสอบสวน อัยการก็สั่งฟ้องไม่ได้ หรือ อ้างว่าการสอบสวน มีผู้ที่ไม่ใช่พนักงานสอบสวนมาร่วมสอบสวนด้วย เช่น ผู้บังคับบัญชามาร่วมสอบด้วย ก็จะทำให้การสอบสวนเสียไป ไม่สามารถส่งฟ้องได้

โดยการร้องอัยการ ก็ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน ซึ่งใช้เวลานาน หากเกิน 48 วัน ตามกำหนดฝากขัง 4 ครั้ง ครั้งละ 12 วัน หากไม่ทันกำหนดเวลา พนักงานอัยการก็ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อไต่สวนเพื่อฝากขัง ครูปรีชา ใคร่ครวญ กับ น.ส.รัตนาพร สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น ต่อไป ซึ่งทั้ง 2 คน ก็สามารถให้ทนายซักค้านได้ว่าไม่ควรคุมตัวต่อ ซึ่งศาลก็อาจจะสั่งปล่อยตัว

แต่หากดีเอสไอ รับคดี ก็ต้องเริ่มต้นสอบสวนใหม่ทั้งหมด ต้องใช้เวลาอีกยาว เมื่อถามว่าคดีจะพลิกหรือไม่ ทนายเดชา ระบุว่า ทุกอย่างสามารถเป็นไปได้หมด เพราะวัฒนธรรมแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน โดยดีเอสไอเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีประสบการณ์สูง แต่จะดีกว่า พนักงานสอบสวนของกองปราบฯ หรือไม่ ตนไม่ขอตอบ เพราะจะกลายเป็นการเหยียดหยามองค์กร

ทนายเดชา เปิดข้อกฎหมายให้ผู้สื่อข่าวดู

โดยปกติ ดีเอสไอ จะรับคดี ต้องพิจารณาจากคดีมีความซับซ้อน มีข้าราชการระดับสูงไปเกี่ยวข้อง หรือคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน สามารถมีคณะกรรมการคดีพิเศษรับไปพิจารณา คดีลอตเตอรี่ 30 ล้าน ถือว่าเข้าข่าย ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับ ว่า ผบ.ตร.จะยินยอมหรือไม่ เพราะ พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ ก็มีคณะกรรมการคดีพิเศษอยู่แล้ว

ส่วนการร้องขอเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวน ก็อาจมีการสอบสวนใหม่ หรือสอบสวนต่อก็ได้ แต่หากเทียบเคียงกับก่อนหน้านี้ ที่ภาค 7 สอบมาแล้ว แต่กองปราบฯ ก็สอบใหม่ จะเป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ หากเปลี่ยน ก็จะทำให้ครูปรีชา สบายใจมากขึ้น เพราะไม่ไว้ใจพนักงานสอบสวนชุดเดิม และต้องมีความคาดหวังว่า ผลที่ออกมาจะไม่เหมือนเดิม

ทั้งนี้ คำพิพากษาของคดีอาญา ไม่สามารถนำไปใช้ในคดีแพ่งได้อย่างแน่นอน เพราะไม่ทันตามกำหนดนัดสืบพยานของคดีแพ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

keyboard_arrow_up