แพทย์ ชี้ปม 3 ขวบ ตาห้อเลือด ไอจามแรงขณะดูดเสมหะ แนะวิธี 1 สัปดาห์หาย (คลิป)

กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Hhow Angkana” ได้แชร์เรื่องราวอุทาหรณ์ โดยระบุว่า ได้พาลูกชายฝาแฝดไปโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นไวรัสลงหลอดลมและกล่องเสียง โดยนักกายภาพได้ดูดเสมหะให้ลูกแฝดทั้งสอง ซึ่งตนไม่ได้เข้าไปด้วย เมื่อลูกออกมาถึงกับช็อก เพราะทั้งคู่ตาบวมช้ำ ห้อเลือด แก้มเป็นจ้ำๆ ร้องไห้หวาดผวาตลอดเวลา ทำให้เข้าใจแล้วว่าทำไมก่อนจะไปดูดเสลด ลูกถึงร้องไห้ ไปซ่อนตัวในซอกโซฟา

ข้อความที่ถูกโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก Hhow Angkana

วันนี้ (18 มี.ค.) คุณดาว (นามสมมติ) แม่ของเด็ก เล่าเหตุการณ์ผ่านทางโทรศัพท์ โดยบอกว่า หลังจากเกิดเหตุขึ้น ตนรู้สึกตกใจมาก เพราะปกติเคยพาลูกเข้าไปดูดเสมหะมาแล้ว 5 ครั้ง ลูกไม่เคยมีอาการแบบนี้ ซึ่งตนได้ตั้งขอสังเกตว่า ทีมนักกายภาพ ใช้ความรุนแรงต่อน้องหรือไม่ ทำไมครั้งนี้จึงมีเลือดห้อในดวงตา มีรอยเขียวที่ขอบตา และการดูดเสมหะมีวิธีการที่แปลกไปกว่าทุกครั้งหรือไม่ เพราะเมื่อได้ยินว่ามีการดูดเสมหะ น้องมีอาการตกใจกลัว  และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังไม่มีคำชี้แจงจากทางโรงพยาบาลและทีมแพทย์ที่ดูแล ดังนั้นตนเองจึงตัดสินใจโพสต์เรื่องราวบนโชเชียล เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์กับคุณแม่ที่กำลังจะพาลูกไปดูแลรักษาที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะโรคที่ต้องใช้วิธีการดูดเสมหะ

อาการเยื่อบุตาอักเสบที่เกิดขึ้น กับลูกของคุณดาว

ทั้งนี้ คุณดาว บอกกับทีมข่าวว่า เมื่อข่าวถูกเผยแพร่ทางโซเชียลมิเดีย โรงพยาบาลได้ติดต่อกลับมาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ โดยการมอบน้ำยาหยอดตาให้ และพร้อมที่จะตรวจสอบตาของน้องอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ อาการของน้องเริ่มดีขึ้น โดยครอบครัวได้พาน้องไปตรวจที่คลินิกเอกชนใกล้บ้านเพื่อความสบายใจอีกครั้ง พบว่าดวงตาของน้องเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ไม่อยู่ในขั้นวิกฤต แต่ยังไม่หายทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนจึงอยากจะฝากถึงการดูแลของทีมแพทย์ อยากให้รัดกุมมากขึ้น และเมื่อเกิดเหตุที่มีผลข้างเคียงขึ้น ควรมีคำชี้แจงออกมาโดยเร็ว เพื่อให้ทราบว่าการรักษานั้นมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง ทางโรงพยาบาลควรแจ้งตอบพ่อและแม่โดยตรง เพื่อไม่ให้ทางครอบครัวตกใจกลัว

นอกจากนี้ คุณดาว บอกว่า หลังจากที่โรงพยาบาลติดต่อกลับมา ก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว เพราะได้ทราบคำชี้แจงจากโรงพยาบาลและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนอาการของน้องต้องรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ต่อไป

นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์สังคมสื่อสารเพื่อคุณธรรม

ด้าน นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์สังคมสื่อสารเพื่อคุณธรรม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเด็ก โดยคุณหมอบอกกับทีมข่าวว่า เท่าที่ดูอาการของน้องที่มีเลือดออกใต้เยื้อบุตา มีรอยดำใต้ตา และประกอบกับน้องไปโรงพยาบาลด้วยอาการหลอดลมอักเสบ ต้องเข้ารักษาที่ห้องไอซียู จนนำไปสู่การรักษาโดยการดูดเสมหะ ทำการฆ่าเชื้อและเคาะปอด

แต่กรณีเลือดออกในเยื่อบุตา สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เป็นได้ทุกเพศทุกวัย ขึ้นอยู่กับอาการไอหรือจามรุนแรงแค่ไหน รวมถึงผู้ที่ขาดวิตามินเค ก็สามารถมีเลือดออกในดวงตาได้ เช่นเดียวกับกรณีนี้น้องอาจจะไอหรือจามขณะดูดเสมหะ

ดังนั้นจากสภาวะนี้ เมื่อมีอาการเลือดห้อในตาหรือเยื่อบุตาอักเสบ สิ่งที่จะบรรเทาได้ คือ หยอดน้ำตาเทียม ไม่ขยี้ตาซ้ำ ประคบเย็นให้เส้นเลือดหด หรือนอนด้วยหมอนสูง 30 องศา จะพบว่าภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็จะหายกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แนะนำว่าไม่ควรตกใจแต่ควรดูแลรักษาเพื่อให้อาการบรรเทาลง

นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าว

โดยกรณีที่เกิดขึ้น ถ้าหากมองว่าเป็นการทำร้ายเด็ก ตามที่คุณแม่ตั้งข้อสังเกต ส่วนตัวมองว่าคงไม่ใช่ เพราะรอยที่เกิดจากการกระแทกบริเวณดวงตา ถ้าหากเป็นการทำร้ายหรือได้รับการกระแทกจริง เด็กอาจจะมองไม่เห็น หรือมองไม่ชัด และอาจมีเลือดห้อเต็มตามากกว่านี้ ส่วนที่น้องเกิดอาการหวาดกลัวนั้น เกิดจากเด็กได้รับความเจ็บปวดขณะดูดเสมหะ ส่วนการคาดการณ์ว่าเกิดจากเด็กกำลังดิ้นเพื่อเอาตัวรอดจากการดูดเสมหะ ตนคิดว่าไม่น่าใช่ เพราะปกติการดูดเสมหะในเด็ก เจ้าหน้าที่พยาบาลจะมีการห่อตัวเด็กเพื่อป้องกันการดิ้นอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน นพ.สิทธา ยังแนะนำแนวทางการป้องกันว่า หากทราบว่าตัวเองเป็นภูมิแพ้ หรือลูกตนมีอาการเป็นภูมิแพ้ได้ง่าย ควรจะมีแนวทางการป้องกัน โดยการหาหน้ากากอนามัยปิดจมูก เพราะหากป่วยก็จะมีอาการไอ หรือจามรุนแรง และอาจจะเกิดผลข้างเคียงเช่นเดียวกับกรณีนี้

แถลงการณ์จากแฟนเพจเฟซบุ๊ก โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

ล่าสุดทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก “โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน” ได้ออกแถลงการณ์ ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้ ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยทีมแพทย์รักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ พ่นยา และเคาะปอด เพื่อดูดเสมหะที่อุดกั้นในหลอดลม จนกระทั่งผู้ป่วยปลอดภัย จึงย้ายออกจากห้องไอซียู และในวันต่อมาผู้ป่วยกลับเข้ามารักษาอาการอีกครั้ง จนเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

พร้อมระบุว่า สภาวะเลือดออกใต้เยื่อบุตาขาว สามารถเกิดจากการร้อง และการไอ ทำให้เส้นเลือดฝอยในเยื่อบุตาขาว ซึ่งดูจากภายนอกแล้วน่ากลัว เหมือนถูกทำร้าย แต่ไม่ได้เกิดจากความรุนแรงที่ศีรษะหรือนัยน์ตาแต่อย่างใด หลังพบว่า ผู้มีอาการดังกล่าว ทางทีมแพทย์เจ้าของไข้ได้มาตรวจประเมิน และให้คำแนะนำในการดูแลรักษา รวมถึงแนะนำให้ตรวจจักษุแพทย์เพิ่มเติมด้วย โดยยืนยันว่า ผู้บริหารโรงพยาบาลได้แก้ไขเหตุดังกล่าวตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ เมื่อวานที่ผ่านมา ครอบครัวของผู้ป่วยได้เข้าฟังคำชี้แจงกับทางผู้บริหารโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว พร้อมได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์เพิ่มเติม

keyboard_arrow_up