“แจ็ค ไรเดอร์” แฉ โจรเลียนเสียงโทรลวงแม่โอนเงินแสน อึ้งใช้ความรักเป็นตัวล่อ (คลิป)

วันนี้ (16 มี.ค.) ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้พูดคุยกับ นายชนัตพล ลังสิทธิเสถียร หรือ “แจ็ค ไรเดอร์” พิธีกร และนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ออกมาเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (15 มี.ค.) มิจฉาชีพได้โทรศัพท์เข้ามาที่โทรศัพท์บ้าน แล้วพูดคุยกับแม่ตน โดยใช้น้ำเสียงสวมรอยว่าเป็นตนเอง โดยพูดในสายว่า “แม่ๆๆ แจ็คพูดไรหน่อยสิ ที่บ้านเรามีตังค์สัก 50,000-60,000 ไหม แจ็คต้องการใช้เงินด่วนมาก” ซึ่งแม่ตนพยายามถามว่า จะเอาเงินไปทำอะไร แต่อีกฝ่ายตอบว่า “แม่อย่าเพิ่งถามตอนนี้เลย เร็วๆ เถอะ ธนาคารกำลังจะปิด แม่รีบออกไปโอนตอนนี้เลยนะ แล้วยังไม่ต้องบอกป๊านะ เดี๋ยวเสร็จแล้วแจ็คจะโทรไปคุยกับป๊าเองตอนเคลียร์เสร็จ”

นายชนัตพล ลังสิทธิเสถียร หรือ แจ็ค ไรเดอร์ พิธีกรและนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง

โดยพฤติการณ์ของมิจฉาชีพ ทราบแม้กระทั่งว่า ตนเรียกคนในครอบครัวอย่างไรบ้าง เช่น เรียกพ่อว่าป๊า และเรียกแม่ว่าแม่ อีกทั้ง ยังรู้ว่าน้ำเสียงของตนเป็นอย่างไร เพราะแม่ของตนยังบอกด้วยว่า แม้กระทั่งเสียงไอ เสียงกระแอม ยังเหมือนกับเสียงของตนเลย

“แจ็ค ไรเดอร์” ยังกล่าวต่อว่า เลขบัญชีธนาคาร ที่แม่ตนโอนเงินไปให้ ก็ไม่ใช่เลขบัญชีของตน เบอร์โทรศัพท์ที่โทรเข้าไปหาก็ไม่ใช่เบอร์ของตน แต่ตนคิดว่าด้วยความเป็นห่วงของแม่ บวกกับน้ำเสียง และภาษาที่มิจฉาชีพเรียกว่า “แม่ แม่ แม่ แจ็คขอพูดอะไรหน่อยสิ แล้วไม่ต้องบอกป๊านะ” ซึ่งเป็นลักษณะคำพูดส่วนตัวที่ตนใช้พูดกับเฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น จึงทำให้แม่เชื่อว่า คนในสายโทรศัพท์เป็นตนเองจริงๆ

หลังจากนั้นมิจฉาชีพใช้คำพูดในทำนองเร่งรัด แล้วหลอกให้แม่ตนไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร เมื่อไปถึงธนาคาร ปลายสายบอกว่า จะขอคุยกับพนักงานธนาคารแทน เพราะธนาคารใกล้ถึงเวลาปิดทำการแล้ว ทั้งนี้ มิจฉาชีพก็พูดคุยกับพนักงานธนาคาร จนโอนเงินให้หมดทั้งบัญชี เป็นเงินจำนวน 170,000 บาท โดยโอนจากธนาคารกสิกรไทย ไปยังบัญชีของธนาคารออมสิน

หลักฐานการโอนเงินให้มิจฉาชีพ

นอกจากนี้ ตนยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เจ้าของบัญชีนี้ เพิ่งจะเปิดบัญชีได้ไม่นาน โดยใช้เงินฝากจำนวน 10,000 บาท จากนั้นถอนเงินออกไป จนกระทั่งเมื่อวานนี้ เงินในบัญชีของแม่ตนโอนเข้าไป ชายคนดังกล่าว ได้ไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ครั้งละ 20,000 บาท จนหมดบัญชี ตนคิดว่า มิจฉาชีพคนดังกล่าว ตั้งใจเปิดบัญชีเพื่อหลอกเอาเงินคนอื่นโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตามคิดว่า มิจฉาชีพไม่ได้เลียนแบบเฉพาะเสียงของศิลปิน หรือบุคคลมีชื่อเสียงเท่านั้น เพราะตนมีข้อมูลจากผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าทำงานธนาคาร ให้ข้อมูลกับตนมาเช่นเดียวกันว่า เคยโดนหลอกในลักษณะสวมรอยน้ำเสียงว่า เป็นตัวของคนนั้น แล้วโทรไปหลอกเอาเงินกับคนในครอบครัวเช่นเดียวกัน จึงสันนิษฐานว่า มิจฉาชีพ ตั้งใจที่จะเลือกเป้าหมาย แล้วดักฟังเสียงของเป้าหมาย โดยวางแผนกันเป็นขบวนการ เพื่อทำให้ปลายสายเข้าใจว่า เป็นคนรู้จักโทรเข้ามา

ทั้งนี้ มิจฉาชีพยังมีความตั้งใจที่จะสะกดนามสกุลของตัวเองผิด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ธนาคารกรอกอักษรผิดไป 1 ตัว จากตัวอักษร “D” เป็น ตัวอักษร “B” ซึ่งตนคิดว่าเป็นการจงใจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตามตัวยากขึ้น

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บุปผาราม ได้เร่งติดตามคดีให้ จนสามารถสืบทราบตัวมิจฉาชีพ ที่ได้ภาพจากกล้องวงจรปิด จึงจัดทำเอกสารส่งไปที่ ปปง. กับธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เพื่อขอเอกสาร และธุรกรรมทางบัญชีของมิจฉาชีพรายนี้เรียบร้อยแล้ว

แจ็ค ไรเดอร์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

“แจ็ค ไรเดอร์” กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนฟังข่าวทุกวัน ไม่คิดว่าจะเกิดกับตัวเอง แม่ตนก็พยายามป้องกันตัว โดยการไม่เก็บเงินไว้ในบัญชีเยอะ แต่คราวนี้เหมือนดวงไม่ดี จึงมาเกิดเหตุดังกล่าว จึงอยากเตือนให้ลูกหลานที่ทราบข่าวรีบโทรศัพท์บอกคนในครอบครัวเลยว่า มิจฉาชีพมันปลอมแปลงเสียงคล้ายกับตัวเราแล้ว ใช้ความรักจากคนในครอบครัวมาหลอกทำธุรกรรม

เมื่อก่อนคนเราถูกหลอกด้วยความโลภ แต่กรณีของตนนั้น ถูกหลอกด้วยความรัก เพราะฉะนั้นหากคนในครอบครัวติดต่อมาให้ทำธุรกรรมทางการเงินให้ จะต้องโทรกลับหาเบอร์จริงๆ ของบุคคลนั้นก่อน หากโทรไม่ติด ให้แจ้งกับบุคคลอื่นในครอบครัว ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ ก็ตาม ซึ่งเงินอยู่กับตัวปลอดภัยสุด หากเงินออกไปแล้ว มันจะกลับมาเป็นเงินเราอีกทีนั้นยากมาก วันนี้มิจฉาชีพเปลี่ยนวิธีการไปแล้ว ซึ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปทุกวัน ในรูปแบบที่ตนก็ไม่เคยรู้

จากการสอบถามถามข้อมูลจาก ร.ต.อ.วสันต์ดิลก คำโสภา รองสารวัตรสอบสวน สน.บุปผาราม กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรอเอกสารภาพจากกล้องวงจรปิด และเอกสารการขอเปิดบัญชี การทำธุรกรรมทางการเงินของทางธนาคาร กับบุคคลดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งรัดติดตาม และหากทราบตัวบุคคลแล้ว ก็จะเรียกตัวเจ้าของบัญชีมาให้ปากคำ หากพบว่า ทำผิดก็สามารถที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ทันที สำหรับกรณีนี้ น่าจะเป็นลักษณะการฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

keyboard_arrow_up