เปิดใจ เด็ก 16 เผยนาทีถูกตร.เรียกเงินหมื่น แฉตัวการยังรอด โชคดีมีคลิปเป็นหลักฐาน (คลิป)

จากกรณีกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 5 (ป.ป.ท.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกันจับกุม ส.ต.ต.เฉลิมชัย ยอดแก้ว อายุ 27 ปี ผบ.หมู่ งานจราจร สน.วิภาวดี ในข้อหาเรียกรับสินบน แลกกับการไม่ดำเนินคดีตาม ม.149 ตามที่นายเอ (นามสมมติ) ผู้เสียหายเข้าแจ้งความไว้

นายเอ (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

วันนี้ (14 มี.ค.) นายเอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ผู้เสียหาย เปิดใจกับผู้สื่อข่าวอมรินทร์ทีวี ว่า วันที่เกิดเหตุ (1 ก.พ.) ตนขี่รถจักรยานยนต์ โดยไม่สวมหมวกกันน็อก มาจากตลาดจตุจักร เพื่อจะกลับบ้าน โดยไปตามถนนพหลโยธิน ผ่านห้าแยกลาดพร้าว ขณะนั้นมีกลุ่มตำรวจแต่งเครื่องแบบ 7-8 นาย โบกมือเรียกตนไปค้นตัว กระทั่งเจออุปกรณ์การเสพยา เป็นหลอดตัด อยู่ในกล่องบุหรี่ นอกจากนี้ ตนไม่ได้พกใบขับขี่ บัตรประชาชน นอกจากกล่องบุหรี่ และมีเงินติดตัว 50 บาท

ป้อมตำรวจวิภาวดี แยกสุทธิสาร

หลังจากนั้น ส.ต.ต.เฉลิมชัย ได้พาตนไปที่ป้อมตำรวจวิภาวดี แยกสุทธิสาร ขณะที่นายตำรวจชื่อ “โจ้” (นามสมมติ) เป็นคนขี่รถตนไปที่ป้อม เมื่อมาถึงป้อม นายตำรวจชื่อ “โจ้” เข้ามาคุยกับตน โดยบอกในทำนองว่า “น้องไม่มีอะไรเลย พี่จะช่วยน้องยังไงดี ปกติคดีแบบนี้ ทั้งขับและเสพ พี่คิดค่าปรับ 2-3 หมื่นบาท แต่กับน้องพี่เอาแค่หมื่นเดียว และจะยึดรถไว้ ถ้ามีเงินแล้วค่อยมาเอาคืน”

ขณะเดียวกันตำรวจชื่อ “โจ้” ให้เงินตน 100 บาท เพื่อให้นั่งรถกลับบ้าน พร้อมกับบอกว่า เขาจะอยู่ที่ป้อมนี้วันไหนบ้าง เพื่อที่ตนจะสามารถนำเงินเข้ามาให้เขาได้ ซึ่งก่อนปล่อยตัว ไม่มีการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดแต่อย่างใด ซึ่งระหว่างเกิดเหตุ ส.ต.ต.เฉลิมชัย ได้อยู่ในเหตุการณ์ และฟังอยู่ด้วยตลอดเวลา

ตอนนั้นตนรู้สึกตกใจ กลับมาถึงบ้านก็ได้ปรึกษาครอบครัว จนกระทั่งพี่ชายพาไปร้องทุกข์ที่กองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 5 (ป.ป.ท.) และพาตนกลับไปที่ป้อมตำรวจ เพื่อหาหลักฐานมัดตัว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มีการวางแผน และจับกุม ส.ต.ต.เฉลิมชัย ได้ในที่สุด แต่วันที่มีการจับกุม ตำรวจชื่อ “โจ้” ไม่ได้มาพร้อมกับ ส.ต.ต.เฉลิมชัย จึงทำให้เขายังไม่ถูกจับกุมด้วย ตนมองว่า ตำรวจชื่อ “โจ้” เป็นคนพูดเรียกสินบนกับตนทั้งหมด แต่เชื่อว่า ส.ต.ต.เฉลิมชัย แค่มีส่วนรู้เห็นเท่านั้น ดังนั้น จึงอยากให้เจ้าหน้าที่จับกุม ตำรวจชื่อ “โจ้” ให้ได้ด้วย

ส่วนอุปกรณ์เสพสารเสพติดนั้น ตนยอมรับว่า ที่ผ่านมาเคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ตอนนี้ได้รับการบำบัดแล้ว ส่วนอุปกรณ์เสพที่ตรวจพบ คือของค้างเก่า ไม่ได้ใช้สารเสพติดมานานแล้ว

นายแมน (นามสมมติ) พี่ชายนายเอ ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

ขณะที่นายแมน (นามสมมติ) พี่ชายนายเอ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ตนทราบเรื่องจากน้องชายทั้งหมด จึงได้ปรึกษาทนายความ และตำรวจที่รู้จัก ได้แนะนำให้ไปร้องเรียนกับ ป.ป.ท. ต่อมาวันที่ 2 ก.พ. ตนจึงพาน้องชายไป ป.ป.ท. แต่หลักฐานมีไม่เพียงพอ

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ตนจึงพาน้องชายกลับไปที่ป้อมตำรวจอีกครั้ง เพื่อจะบันทึกคลิปวิดีโอ และเสียงเป็นหลักฐาน โดยเข้าไปถามหานายตำรวจโจ้ ที่ดูคดีของน้องชายตน กระทั่งเจอตำรวจโจ้ที่ใส่เครื่องแบบครึ่งท่อน และ ส.ต.ต.เฉลิมชัย ตนจึงหลอกถาม จนตำรวจชื่อ “โจ้” พูดออกมาทั้งหมดว่า น้องตนโดนข้อหาขับและเสพ ปกติคดีแบบนี้ตนจะเรียกค่าปรับ 2-3 หมื่นบาท แต่เรียกน้องชายตนแค่ 1 หมื่นบาท และยังบอกเหมือนเดิมว่า เขาจะเข้าเวรที่ป้อมวันไหนบ้าง เพื่อจะได้ให้นำเงินมาให้

เมื่อตนได้หลักฐานเป็นคลิปวิดีโอ และเสียงดังกล่าวแล้ว จึงนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ป.ป.ท. และหลังจากนั้น ก็เข้าไปให้ข้อมูลที่ ป.ป.ท. อยู่เป็นระยะ จนเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ได้เข้าไปวางแผนการจับกุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) โดย ป.ป.ป. ให้กลับไปถามตำรวจแต่งเครื่องแบบครึ่งท่อน หรือตำรวจชื่อ “โจ้” ก่อนว่า จะเข้าเวรที่ป้อมวันไหนบ้าง

เจ้าหน้าที่บุกจับนายตำรวจโจ้ ที่ป้อมตำรวจวิภาวดี

ต่อมา วันที่ 11 มี.ค. ตนเข้าไปที่ป้อมอีกครั้ง เพื่อถามวันที่ชัดเจนว่า ตำรวจโจ้จะเข้ามาที่ป้อมแน่นอน แต่กลับไปเจอ ส.ต.ต.เฉลิมชัย ซึ่งได้นัดหมายกัน ในวันที่ 12 มี.ค. เวลาประมาณ 14.00 น. จะนำเงินมาให้ที่ป้อมดังกล่าว

วันที่ 12 มี.ค. ทุกคนคาดหวังว่า จะสามารถจับตำรวจชื่อ “โจ้” ได้ เพราะหลักฐานทุกอย่างมัดตัวว่า เขาเป็นคนรับสินบน แต่ปรากฏว่า คนที่มารับเงินกลายเป็น ส.ต.ต.เฉลิมชัย โดยอ้างว่า ตำรวจชื่อ “โจ้” ให้มารับเรื่องแทน จากนั้น เมื่อตนให้เงิน 10,000 บาท ส.ต.ต.เฉลิมชัย ได้ส่งมอบกุญแจรถจักรยานยนต์คืน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และ ป.ป.ป. ที่ซุ่มดูอยู่ ได้แสดงตัวเข้าจับกุมทันที

ทั้งนี้ นายแมน กล่าวว่า ตัวการใหญ่ที่เป็นคนพูดเรียกเงินยังไม่โดนจับ และไม่ทราบว่า ส.ต.ต.เฉลิมชัย จะมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ เพราะ ส.ต.ต.เฉลิมชัย ไม่เคยพูดเรียกรับเงิน แต่ทุกเหตุการณ์เขาจะอยู่ด้วยตลอด ซึ่งในมุมของคนทั่วไป อาจจะเป็นไปได้ว่า มีส่วนรู้เห็น ทั้งนี้ ต้องดูว่าเขาได้รับคำสั่งจากตำรวจชื่อ “โจ้” หรือไม่ ซึ่งต้องรอการสอบสวนต่อไป

สถานีตำรวจนครบาลวิภาวดี

ล่าสุด พ.ต.ท.พันษา อมราพิทักษ์ รอง.ผกก.งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต กล่าวว่า เบื้องต้นยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนทางวินัย และดำเนินคดีอาญา จึงไม่สามารถเปิดเผยอะไรได้มาก แต่จากข่าวที่ปรากฏ ทำให้เมื่อวาน (13 มี.ค.) ที่ผ่านมา ผู้การตำรวจจราจร ได้มีหนังสือคำสั่งให้ 2 นายตำรวจออกจากราชการแล้ว

keyboard_arrow_up