อัจฉริยะเชื่อคำสาบานลงทัณฑ์ “ติ้น” แล้ว – เจ้าตัวปัดซี้ ตร.แค่ยืมก็อปปี้สำนวนลับ (คลิป)

จากกรณีนางเรวดี หาแก้ว หรือ “ป้าติ้น”  แจ้งความเอาผิด นางจรูญ หรือ “ป้าติ๋ว” ว่ายักยอกทรัพย์เป็นลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท งวดประจำวันที่ 1 เม.ย. 60 และก่อนหน้านี้ที่ ป้าติ้นเคยแจ้งความเอาผิด นางสุดารัตน์ น้อยนิตย์ หรือ “ป้าดา” ยักยอกทรัพย์เป็นลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 เม.ย. 59 โดยเมื่อวานนี้ (12 มี.ค.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาเปิดเผยในรายการต่างคนต่างคิด ออกอากาศทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 18.45 น. ว่า เอกสารที่ป้าติ้นได้นำมาในรายการ เป็นเอกสารลับทางราชการ

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม

ล่าสุด วันนี้ (13 มี.ค.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ ตนจะเข้าไปร้องทุกข์ที่กองปราบฯ โดยจะแจ้งความดำเนินคดีอาญา กับป้าติ้นใน 3 ข้อหา คือ นำไปซึ่งเอกสารทางราชการ นำเอกสารลับทางราชการไปเปิดเผยในที่สาธารณะ และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ส่วน “หมวดโค้ก” พนักงานสอบสวน สน.ประเวศ มีความผิดในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157

นายอัจฉริยะ มั่นใจว่า พยานหลักฐานต่างๆ สามารถเอาผิดป้าติ้นได้ คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ น่าจะมีการออกหมายจับป้าติ้น ความผิดที่ป้าติ้นได้แจ้งความเท็จ หรือกลั่นแกล้งผู้อื่นให้ได้รับโทษทางอาญา หรือความผิดเกี่ยวกับเอกสารราชการที่ตนจะแจ้งกองปราบในวันพรุ่งนี้ (13 มี.ค.) เป็นความผิดที่สามารถออกหมายจับได้ทันที โดยไม่ต้องออกหมายเรียก แต่ถ้าจับนางเรวดี เข้าคุกไม่ได้ ให้มาเหยียบหน้าตนได้เลย

อย่างไรก็ตาม นายอัจฉริยะ เชื่อว่าการที่ “ป้าติ้น” “ป้าติ๋ว” และ “ป้าดา” ได้ไปสาบานแสดงความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง ที่วัดพระแก้วนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์จริง เพราะตนไม่รู้ว่า อะไรดลใจให้ป้าติ้น กล้ามาดีเบตกับตนในรายการต่างคนต่างคิด เพราะป้าติ้นรู้อยู่แล้วว่า ตนรู้ความลับเรื่องป้าติ้น แอบนำเอกสารลับของราชการออกมา และรู้ว่าไม่มีลอตเตอรี่อยู่จริง รวมทั้งรู้ว่า ข้อความที่ป้าติ้นบันทึกในแอปพลิเคชั่นปฏิทินนั้น สามารถย้อนหลังกลับมาดูได้ และยังรู้ด้วยว่า ป้าติ้นมีความสัมพันธ์กับหมวดโค้ก ซึ่งหากมาดีเบตกัน ป้าติ้นก็มีสิทธิ์เพลี่ยงพล้ำอยู่แล้ว นอกจากนี้ ตนยังคาดไม่ถึงด้วยว่า ป้าติ้น จะกล้านำเอกสารลับนั้นมาเปิดเผยในรายการ จนกลายเป็นเปิดหลักฐานมัดตัวเอง

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงกรณีป้าติ้น นำเอกสารลับจากทางราชการออกไปด้วยว่า ได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงหมวดโค้ก ที่ถูกกล่าวหาเอาสำนวนคดีไปให้กับป้าติ้นแล้ว เบื้องต้นพบสำนวนผิดปกติ และหากพบว่า เกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางวินัย และอาจถึงขั้นไล่ออก

พ.ต.อ.อลงกรณ์ ศิริสงคราม ผู้กำกับการสถานีตำรวจประเวศ

ขณะที่ พ.ต.อ.อลงกรณ์ ศิริสงคราม ผู้กำกับการสถานีตำรวจประเวศ เปิดเผยด้วยว่า ในปี 2559 ทางสน.ประเวศ ไม่ได้มีการส่งเอกสารในคดีนี้ให้แก่ทางกองปราบแต่อย่างใด เอกสารลับของทางราชการ อย่างสำนวนการสอบสวนที่ถือว่าเป็นความลับในการสอบสวน หากบุคคลทั่วไปนำออกไปถือว่ามีความผิด และเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะต้องนำส่งกองปราบเอง ส่วนกรณีของหมวดโค้กจะมีความผิดอย่างไรบ้างนั้น คาดว่าน่าจะทราบผลการสอบข้อเท็จจริงภายในเร็วๆ นี้

นางเรวดี หาแก้ว หรือ ป้าติ้น

ด้าน นางเรวดี หาแก้ว หรือ “ป้าติ้น” ยืนยันว่า ไม่ได้สนิทสนมกับ “หมวดโค้ก” ในวันที่ไปทานข้าวกัน นายอัจฉริยะ ก็ไปด้วย ป้าติ้นยังบอกอีกว่า หมวดโค้กทำคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มีการเอนเอียงในการทำคดีให้กับตนแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องเอกสารลับ เป็นเอกสารที่หมวดโค้ก รวบรวมไว้เตรียมไปยื่นส่งกองปราบ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเอกสารที่สำคัญในการต่อสู้คดี ตนจึงนำไปถ่ายเอกสารเก็บไว้ โดยที่หมวดโค้ก ไม่ทราบเรื่อง ที่ตนทำเช่นนั้น เพราะไม่มั่นใจในการทำคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ประเวศ รายหนึ่ง ยศพันตำรวจโท ที่นำพยานของตนไปกลับคำให้การ และต่อมาพยานที่ขายสลากให้ตน กลับให้การว่าจำไม่ได้ คดีตนจึงไม่ได้รับการสั่งฟ้องต่อศาล อีกทั้งตำรวจรายนั้น ยังให้ความช่วยเหลือป้าดา ในคดีอีกด้วย เพราะป้าดา ไม่เคยไปให้ปากคำที่โรงพักเลย ทั้งที่ตำรวจออกหมายเรียกถึง 3 ครั้งแต่กลับไม่ออกหมายจับป้าดา

ป้าติ้น เปิดเผยด้วยว่า ตนกำลังจะให้ทนายดำเนินการตามมมาตรา 157 กับเจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโทรายนั้น เพราะทำคดีไม่เป็นธรรม ตนเองต้องเสียผลประโยชน์จากการที่ตำรวจมองข้ามหลักฐานลายเซ็นสลากของตน และยังช่วยด้านคดีกับป้าดา เยอะกว่าตน อีกทั้งตำรวจคนดังกล่าว ยังเคยขอเงินส่วนแบ่ง 3% จากตนด้วย ในตอนหลังก็มาทำคดีเข้าข้างอีกฝ่าย

โดยลายเซ็นหลังสลากที่ลงชื่อของ นางทาสี ผู้ที่นำสลากไปขึ้นเงินนั้น “ป้าติ้น” ยืนยันว่า ไม่ใช่ลายมือของนางทาสี แต่ตนจำได้ว่าเป็นลายมือของนางสุดารัตน์ หรือ “ป้าดา”

 

keyboard_arrow_up