“ปรเมศวร์” ลั่นคดีหวย 30 ล้าน จะมีคนไร้แผ่นดินอยู่ ชี้พิรุธพยานงอกใครได้ประโยชน์ (คลิป)

จากกรณี ตำรวจเตรียมออกหมายจับ 2 คน และบอกว่าสำนวนคดีจะต้องจบภายในเดือนนี้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายงัดหลักฐานที่มีออกมาเผยแพร่สู่สังคม ฝ่ายครูปรีชายังยืนยันความบริสุทธิ์ แต่ไม่ยอมรับว่าใช่เสียงของตัวเองหรือไม่ โดยคุณฟ้า คนสนิทครูปรีชา ออกมาพูดถึงคลิปเสียงว่ามีเป็นพันคลิป และมีบางช่วงยืนยันว่าหวย 30 ล้านเป็นของครู และทนายษิทราก็มั่นใจว่า ถึงที่สุดคดีนี้สุดท้ายเป็นของ ลุงจรูญ ซึ่งแต่ละฝ่ายกำลังท้าทายกันเรื่องคลิปเสียง ซึ่งจะมีผลอะไรหรือไม่หากคดีขึ้นสู่ศาล

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี สำนักงานอัยการสูงสุด

วันนี้ (19 ก.พ. 61) “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี สำนักงานอัยการสูงสุด , นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ มาพูดคุยในรายการ ภายใต้หัวข้อ “หมายจับ 30 ล้าน หวยจะออกที่ใคร?”

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ในการออกหมายจับ มีเหตุผลอยู่ 2 ข้อ คือ 1.มีพยานหลักฐานชัดเจนว่ากระทำความผิด 2.คดีอาญาโทษจำคุกเกิน 3 ปี ไม่จำเป็นต้องมีหมายจับ หรือในกรณีส่งหมายเรียก 2 ครั้งแล้วเป็นหมายจับ โดยประเด็นหลักคือ มีหลักฐานความน่าเชื่อว่า บุคคลนั้นกระทำความผิด อาจเรียกตัวมาไว้ก่อนเพราะเกรงว่าจะเข้าไปทำให้พยานยุ่งเหยิง

นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ

โดย นายษิทรา ได้แจ้งความไว้ 2 เรื่องคือ 1.แจ้งเท็จ 2.กลั่นแกล้งให้ได้รับโทษอาญา ซึ่งมีโทษมากกว่า 3 ปี ฝั่งลุงจรูญแจ้งว่า ครูปรีชา แจ้งความเท็จ กลั่นแกล้งให้ได้รับโทษทางอาญา โดยตำรวจยังไม่แจ้งข้อหา ลุงจรูญ

นายปรีชา ใคร่ครวญ ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนเทพมงคลรังษี

ทั้งนี้ รายการได้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ โดย นายษิทรา กล่าวว่า มีคลิปตัวใหม่ออกมาที่เรียกว่า “อีดำ” กว่า 2,500 คลิป การปล่อยคลิปทีละชอตเป็นการตอกย้ำว่า ครูทำหวยหาย และคลิปต่อไปจะชัดเจนยิ่งขึ้น หากเปิดเป็นตอนๆ จะรู้ว่า ครูปรีชา ทำหวยหาย ส่วนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกหมายจับ คนอาจมองว่า หมายจับอาจไม่ใช่ฝั่ง ลุงจรูญ แต่เป็นของ ครูปรีชา เพราะ ลุงจรูญ นั้น ให้ปากคำบอกอะไรจำได้ก็พูดไปตามจริง แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งโกหกอาจถูกหมายจับ

ส่วนคลิปเสียง ต้องมีการพิสูจน์ ย้อนรอยด้วยการพูดใหม่ เพื่อเทียบว่าน่าจะใช่หรือไม่ ถ้าหลักฐานสอดคล้องว่าแต่ละคนไปทำอะไรในช่วงเวลาไหน เท่าที่รู้คลิปเสียงมาจากโทรศัพท์ของเจ้าของเสียง มีการเซ็นยินยอม และยอมรับ จะมีน้ำหนักเป็นหลักฐานในชั้นศาล

นางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ “เจ๊บ้าบิ่น”

ด้าน นายปรเมศวร์ กล่าวถึงคลิปเสียงว่า ปกติศาลจะไม่รับฟังหลักฐานที่เป็นคลิป เพราะมีคนเสียงเหมือนกันเป็นจำนวนมาก และบ้านเรายังไม่มีเครื่องตรวจระดับความเข้มข้นของเสียง แต่หากมีคลิปเสียงออกมา แล้วเจ้าของเสียงยอมรับว่า “ใช่” เสียงของตน ศาลก็จะรับฟัง ซึ่งก่อนหน้านี้ นางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ “เจ๊บ้าบิ่น” เคยยอมรับแล้วว่า เป็นเสียงของตัวเองจริง ซึ่งไม่บอกว่าพูดกับใคร บอกแค่ว่าเป็นคนรู้จัก นายปรเมศวร์ กล่าวว่า กรณีถกเถียงกันเรื่องเสียง เราสามารถย้อนรอยให้พูดซ้ำอีกครั้ง และนำมาเทียบเคียงกันว่า มีความเหมือนกันหรือไม่ หากฟังแล้วทุกตอนสามารถอธิบายความสอดคล้องระหว่างวัน เวลา ที่คนๆ นั้นให้การ ศาลก็รับฟัง

ส่วนไฟล์เสียงที่กู้มา และกลัวว่า พยานจะปฏิเสธในชั้นศาล ต้องดูว่า ตอนกู้ไฟล์เป็นการแอบกู้ หรือขอกู้แบบมีลายลักษณ์อักษร เท่าที่ทราบเป็นการเอาไฟล์จากเจ้าของเสียง และได้รับการยินยอม

พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

ส่วนกระแสข่าวว่า จะมีผู้ถูกหมายจับ นายปรเมศวร์ กล่าวว่า ได้คุยกับ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยใช้ประสบการณ์ชี้ความผิดปกติของคดี เริ่มตั้งแต่ เรื่องของการแบ่งหวย และทำไมต้องไปคุยกับ ผู้การจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งคดีนี้ควรอยู่ที่โรงพัก อย่างมากก็แค่ระดับผู้กำกับฯ และภายหลังมีพยานงอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไปตรงกับความผิดของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. บอกว่า เหมือนมีขบวนการ “ต่อจิ๊กซอว์”

ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ

โดยฝ่าย ลุงจรูญ เป็นคนซื่อๆ ขณะที่อีกฝ่ายเป็นครูมีคนนับหน้าถือตา และลุงจรูญ บอกว่าจำไม่ได้ว่าซื้อหวยกับใคร ซึ่งคดีนี้ถ้า ครูปรีชา เป็นเจ้าของได้ 30 ล้าน อีกคนจะต้องติดคุก และมีอีกคนที่รอด คือ ผู้การจังหวัดฯ เพราะทำหน้าที่ถูกต้องที่เรียกมาไกล่เกลี่ย แต่ก็มีคำถามตามมาว่า “ทำไมคดีถึงไปถึง ผู้การฯ ทำไมไม่เป็นระดับ ผู้กำกับฯ เป็นแค่คดีธรรมดาๆ แจ้งความหวยหายแค่นั้น”

ทั้งนี้ หาก ครูปรีชา ต้องติดคุก ผู้การฯ จะต้องเดือดร้อนด้วย เพราะไปเจรจาก่อน ทั้งที่ยังสอบสวนไม่เสร็จแต่ไปเรียกต่อรอง ผิดวิสัยที่ตำรวจจะทำ เพราะคดีต้องชัดเจนก่อนว่า ลุงจรูญ เก็บของตกได้ ถึงแจ้งดำเนินคดี ก่อนไกล่เกลี่ย ส่วนข้อหายักยอกเป็นความผิดที่ยอมความได้ เมื่อตั้งคดี และเจรจาหากตกลงกันได้ ก็ยอมความได้ เชื่อมั่นว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะเป็นกลางทำคดีให้เป็นธรรม การดำเนินคดีตำรวจด้วยกันไม่ได้เสียหายต่อองค์กร กลับได้รับความชื่นชม

โดยคดีนี้ นายปรเมศวร์ เผยว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต่างถอยไม่ได้ ถึงได้มี พยานงอก โดย ครูปรีชา เป็นผู้กว้างขวางรู้จักกันดีในตลาดเรดซิตี้ จึงมีพยานเพิ่มเรื่อยๆ

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี สำนักงานอัยการสูงสุด

โดยทางนายปรเมศวร์ ยังเปิดเผยว่า ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับ พล.ต.ท.ฐิติราช ในประเด็นเรื่องพยานของฝั่งครูปรีชา ทาง พล.ต.ท.ฐิติราช ก็ได้เผยออกมาประโยคหนึ่งว่า “ให้โอกาสแล้วนะ” ส่วนตัวคิดว่าประโยคนี้ หมายถึง ให้โอกาสพยานทั้งหมดของครูปรีชา ที่ก่อนหน้านี้เคยออกมาให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วครั้งหนึ่ง และอาจมีบางคนที่ให้การเท็จ ได้กลับคำให้การไปในทางที่ถูกต้อง “เหมือนกับการที่เราจะจับปลาฉลาม บางครั้งเราก็ควรที่จะปล่อยปลาซิว ปลาสร้อย ไปบ้าง” ซึ่งเป็นทฤษฎีการกันผู้ต้องหาให้มาเป็นพยาน เพื่อที่จะทำให้ผู้ต้องหาในคดีนี้ เหลือเพียงคนที่กระทำความผิดจริงๆ เหมือนกับคดี ผอ.แสงชัย สุนทรวัฒน์ มีหลักฐานแค่ “หัวกระสุน” ยังสามารถโยงไปอีกคดีหนึ่งได้ และสืบไปถึงคนชี้เป้าให้กันมาเป็นพยาน เมื่อดำเนินคดีอัยการไม่สั่งฟ้อง เนื่องจากให้เบาะแสนำไปสู่คนบงการ เช่นเดียวกับคดีของ นายเปรมชัย อย่าไปเอาผิด หน.วิเชียร เรื่องค่าเข้าอุทยานฯ 110 บาท แต่เอาหลักๆ ว่า “ใครยิงเสือดำ”

สำหรับเรื่องดังกล่าว ทางนายปรเมศวร์ ตั้งข้อสงสัยว่า “คดีหวย 30 ล้าน มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่มีคนหนึ่งจริง คนหนึ่งเท็จ คนที่เท็จนั้นเดินหน้าอย่างไร และเมื่อเรื่องนี้จบ จะต้องมีหนึ่งคนที่ไม่มีแผ่นดินอยู่ ถึงขั้นเดินไปไหนไม่ได้”

keyboard_arrow_up