นายก ชี้ถูกโยนบาปฆ่า 2 เศรษฐีหวังไล่พ้นการเมือง ลั่นไม่กราบศพหวั่นถูกครหา (คลิป)

จากกรณีคนร้ายก่อเหตุฆาตกรรม นางสายันต์ จันทา อายุ 65 ปี หรือ “เจ๊สายันต์” เจ้าของตลาดโรงเกลือ และนายพิพัฒน์ ตั้งพงศ์ทอง อายุ 71 ปี สามี ภายในบ้านหรู ตั้งอยู่ที่ หมู่ 10 ต.คลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา

ต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.คลองหาด ร่วมกับ สภ.เมืองสระแก้ว สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 1 ราย ภายหลังเจ้าหน้าที่แกะรอยจากวงจรปิดภายในบ้านที่เกิดเหตุ จนนำไปสู่การจับกุม นายวิชัย พุ่มเรือง หรือ “ต่อ” อายุ 45 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า มีส่วนเกี่ยวกับการฆาตกรรมครั้งนี้ ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

หลังจากนั้นมีหมายจับคนร้ายเพิ่มอีก 3 ราย คือนายวิชิต อินทร์แก้ว หรือ “โล๊ะ” อายุ 40 ปี, นายเกีย หรือ เจีย ไม่ทราบนามสกุล ชาวกัมพูชา และนายสุน ไม่ทราบนามสกุล ชาวกัมพูชา ในข้อหาเดียวกัน

ภายหลังมีการออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม นางน้ำผึ้ง พุ่มเรือง ภรรยาของนายวิชัย ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ เปิดเผยว่า ล่าสุดตนได้เจอกับนางวิชัย ที่เรือนจำขณะนี้สภาพจิตใจดีขึ้น ตนได้บอกสามีว่า เจ้าหน้าที่ออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มแล้ว โดยนายวิชัย บอกกับตนว่าไม่รู้จักกับผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ที่ถูกออกหมายจับเพิ่ม

นางน้ำผึ้ง พุ่มเรือง ภรรยาของผู้ต้องหา

นางน้ำผึ้ง เปิดเผยว่า นายวิชัยเป็นคนกว้างขวางรู้จักกับคนเยอะ แต่ส่วนใหญ่จะไม่รู้จักกับชาวกัมพูชา เพราะไม่มีเหตุที่จะต้องไปติดต่อกับคนกลุ่มนี้

โดยในวันนี้จะครบกำหนดฝากขังผลัดที่ 2 ได้มีการพูดคุยกับทนายความไว้เบื้องต้นว่า อยากจะให้ขอประกันตัวในผลัดนี้ ส่วนหลักฐานใหม่ที่จะนำไปมอบเพื่อขอประกันตัวนั้น ให้เป็นหน้าที่ของทนายความ ในการเก็บรวบรวมหลักฐานไปใช้ในการยื่นประกันตัวสามี และตนได้เตรียมเงินประกันตัวเอาไว้ ประมาณ 600,000 บาท

ส่วนกรณีพบกล้องวงจรปิดจุดใหม่ บริเวณด้านหน้าหน่วยทหารเฉพาะกิจที่ 13 ที่บันทึกภาพบริเวณหน้าบ้านของตนเองนั้น เบื้องต้นได้ประสานไปพร้อมกับตำรวจ เพื่อขอภาพบางส่วนแล้ว แต่พบว่าเวลาผ่านไปเกือบ 10 วัน ทำให้ภาพบางส่วนหายไป แต่ตัวเองจะใช้หลักฐานนี้เพื่อยืนยันว่า วันเกิดเหตุนายวิชัย ยังอยู่ที่บ้าน

หลังจากนี้หากนายวิชัย ได้ประกันตัว ตนจะให้สามีไปบวช 15 วัน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่นางสายันต์ ผู้ตาย เพราะที่ผ่านมาตนพยายามบนบานศาลกล่าวกับผู้ตายตลอด ขณะที่ขับรถผ่านบริเวณหน้าวัดที่เก็บกระดูก หรือบริเวณหน้าบ้าน ว่าขอให้นายวิชัย หลุดพ้นจากคดี

ส่วน นายถวิล สง่าเมือง ทนายความของผู้ต้องหา ยอมรับว่า การขอยื่นประกันตัวในผลัดที่ 2 อาจจะทำไม่ทัน เนื่องจากต้องรอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานดีเอ็นเอ จากทางตำรวจ ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานใหม่ที่จะยืนยันว่า นายวิชัยเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เชื่อว่าภายหลังที่ผลตรวจออกมา สามารถที่จะยื่นประกันได้ทันในผลัดที่ 2

จากนั้นทีมข่าวเดินทางมาพบกับ นายสมพร นิลสนธิ อดีตผู้ใหญ่บ้านคลองหาดพัฒนา ซึ่งได้พาทีมข่าวไปดูบ้านเก่าของนายโล๊ะ หนึ่งในบุคคลที่ถูกออกหมายจับล่าสุด ซึ่งตามหมายจับระบุว่า อาศัยอยู่ที่หมู่ 1 ต.คลองหาด พอทีมข่าวเดินทางไปถึง กลับพบว่าบ้านถูกขายไปแล้ว และบ้านหลังเดิมถูกบ้านหลังใหม่สร้างทับไปแล้ว

นายสมพร นิลสนธิ อดีตผู้ใหญ่บ้านคลองหาดพัฒนา

นายสมพร กล่าวว่า บ้านหลังเดิมเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ครอบครัวนายโล๊ะ อยู่กัน 4 คน มีพ่อชื่อนายเกิด แม่ชื่อนางเดือน และมีลูกอีก 2 คน โดยนายโล๊ะ เป็นลูกคนเล็ก เมื่อก่อนนายโล๊ะ เหมือนเด็กทั่วๆ ไป และตนได้เจอกับนายโล๊ะ ครั้งสุดท้ายตอนอายุประมาณ 18 ปี ก่อนที่จะมาทราบภายหลังว่าย้ายไปอยู่ที่ลพบุรี โดยบ้านถูกขายให้กับเจ้าของใหม่คือ นางบุญชู มลประเสริฐ แม่ค้าขายไข่ เมื่อช่วงปี 2535-2536

ผู้ใหญ่สมพร ยังบอกกับทีมข่าวว่า ตนไม่ทราบว่ารูปพรรณสัณฐาน ของนายนายโล๊ะ เป็นเช่นไร ไม่ทราบว่าปัจจุบันสูงเท่าไร เพราะเวลาเปลี่ยนไป นายโล๊ะอาจตัวโตขึ้นกว่าเดิมมาก แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าคือนายโล๊ะ นั่นคือรอยไหม้บริเวณใบหน้า แต่จำไม่ได้ว่าด้านไหน เพราะสมัยนั้นชาวบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องจุดตะเกียง โดยช่วงกลางคืนไฟได้ไหม้มุ้ง ทำให้เปลวไฟไหม้ผิวหน้าของนายโล๊ะ

ส่วนกรณีที่อยู่ของนายโล๊ะ ที่ยังระบุที่อยู่เดิมนั้น ผู้ใหญ่บ้านเปิดเผยว่า อาจเป็นเพราะมีการย้ายถิ่นฐาน แต่ไม่ได้ย้ายเข้าทะเบียนกลาง หรือย้ายไปที่ทะเบียนบ้านหลังใหม่ จึงทำให้ที่อยู่ยังเป็นที่อยู่เดิมตอนแจ้งเกิด

นางบุญชู มลประเสริฐ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว

ด้าน นางบุญชู มลประเสริฐ แม่ค้าขายไข่ ที่ซื้อบ้านต่อจากครอบครัวนายโล๊ะ เล่าว่า ตนมาซื้อบ้านหลังนี้ตั้งแต่ปี 2535-2536 ขณะนั้นมาซื้อบ้านต่อจากนายเกิด และนางเดือน เจ้าของเดิม ซึ่งเป็นพ่อแม่ของนายโล๊ะ โดยนางเดือน มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ก่อนที่จะย้ายไปทำงานที่ จ.ลพบุรี เพราะได้งานใหม่ โดยย้ายออกไปพร้อมกับลูก หลังจากนั้นไม่ได้มีการติดต่อกันอีกเลย

ต่อมาภายหลังตนได้มีการขอบ้านเลขที่ใหม่ จนเปลี่ยนมาเป็นเลขที่ปัจจุบัน นางบุญชู ยังบอกว่า เท่าที่จำความได้ นายโล๊ะ ไม่ได้เกเรแต่อย่างใด ช่วงที่เรียนอยู่ชั้นประถมก็เห็นว่า ไปเรียนหนังสือตามปกติ

ร.อ.สุเทพ มากสาคร นายกเทศมนตรีตำบลคลองหาด

ส่วนกรณีปมขัดแย้งที่ถูกโยงในคดีว่า อาจจะเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่นนั้น ร.อ.สุเทพ มากสาคร นายกเทศมนตรีตำบลคลองหาด ยืนยันว่า การเมืองท้องถิ่นไม่มีเหตุผลใดที่จะนำไปสู่การขัดแย้งกัน เพราะในพื้นที่ไม่ได้มีการแข่งขันที่รุนแรงในเรื่องของการเมือง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหา

ส่วนผู้เสียชีวิตนั้น ปกติตนมักจะเรียกว่า “แม่สายันต์” เคยมีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน รวมถึงช่วงที่หาเสียงเลือกตั้ง ตนได้เชิญให้มาเป็นที่ปรึกษานายกเทศมนตรี แต่ในขณะนั้นมี นายธนากร เฉลิมวัฒน์ รองนายกเทศมนตรี เข้าไปพัวพันเกี่ยวกับกรณีการทุจริตและประพฤติมิชอบ จนมีคำสั่งให้ออกจากราชการ

ตนเองในฐานะผู้บังคับบัญชา จะต้องมีการลงนามในคำสั่งนั้นด้วย หากนายกเทศมนตรีไม่เซ็นลงนามรับรอง ก็จะถือว่าผิดกฏหมาย ดังนั้นตนเองจึงตัดสินใจเซ็นในคำสั่งลงนามดังกล่าว จนทำให้นางสายันต์ ผู้ตายเกิดความไม่พอใจ และตัดสินใจลาออก จากตำแหน่งที่ปรึกษานายกเทศมนตรี ตามรองนายกฯ คนดังกล่าวไปด้วย

นางสายันต์ จันทา ผู้เสียชีวิต

ภายหลังที่นางสายันต์ เสียชีวิต ได้ถูกกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้าม ใช้คดีนี้มาเกี่ยวโยงกับทางการเมือง เพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง โดยให้ตนต้องเข้าไปพัวพันกับคดี และต้องออกจากตำแหน่ง

ส่วนข้อสังเกตที่ถูกถามว่าในช่วงการจัดงานศพของนางสายันต์ ทางเทศบาลไม่ได้เดินทางไปร่วมงานศพ หรือส่งพวงหรีดแสดงความเสียใจใดๆเลยนั้น

ร.อ.สุเทพ กล่าวว่า ภายหลังที่ทางญาติจัดงานศพ ทางเทศบาลก็ได้หยิบเรื่องนี้มาคุยกันในที่ประชุมของเทศบาลว่า ควรดำเนินการอย่างไร ควรส่งพวงหรีดไปร่วมงานหรือไม่ หรือจะไปร่วมเป็นเจ้าภาพ แต่ทุกฝ่ายลงความเห็นตรงกันว่าถ้าเทศบาลเข้าไปตอนนี้ จะทำให้อีกฝ่ายนำไปกล่าวอ้างว่า อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตาย

ส่วนการส่งพวงหรีดไปร่วมแสดงความเสียใจนั้น ได้มีการพูดคุยในระดับของฝ่ายบริหารของเทศบาล ประกอบด้วย ปลัดเทศบาล และสมาชิกเทศบาล เห็นตรงกันว่ายังไม่ควรส่งไป เพราะหากญาติผู้ตายไม่เข้าใจถึงข้อเท็จจริง อาจนำพวงหรีดไปทิ้งหรือทำลาย แล้วถูกนำไปขยายความในโลกโซเชียลได้ ซึ่งอาจเกิดความเสียหายกับทางเทศบาล

ร.อ.สุเทพ มากสาคร นายกเทศมนตรีตำบลคลองหาด ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าว

ทั้งนี้ภายหลังจากที่ทำการฌาปนกิจศพเสร็จสิ้น เทศบาลก็ได้มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย ในฐานะที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ที่เคยร่วมงานกับเทศบาลมาก่อน และยังเป็นการทำบุญเรียกขวัญกำลังใจ ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตในครั้งนี้

ส่วนที่มีกระแสข่าวที่ว่าตนได้เคยยืมเงินจำนวน 10 ล้านบาท จากนางสายันต์ ทางด้าน ร.อ.สุเทพ ขอปฏิเสธเรื่องการยืมเงิน เพราะตนไม่เคยยืมเงินนางสายันต์ ไม่ว่าจะเป็นเงินจำนวน 10 ล้านบาท หรือ 28 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้

หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงสามารถตรวจสอบได้ จากธนาคารหรือการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กับทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่วนตัวยังตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เหตุใดจึงไม่มีการทวงเงินเกิดขึ้น หากมีการกู้ยืมเงินกันจริง แต่กลับออกมาเปิดเผยภายหลังจากที่นางสายันต์ เสียชีวิตแล้วว่ามีการกู้ยืมเงิน

ดังนั้นเรื่องนี้ใครก็พูดได้ เพราะผู้ตายไม่ได้เป็นคนพูดเอง ร.อ.สุเทพ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ปกติแล้วหากนางสายัณห์ ให้ใครกู้ยืมเงินก็ตาม แม้จะเป็นเพียง 1-2 แสนบาท จะมีการทำสัญญาระบุตัวตนผู้ค้ำประกัน และต้องมีหลักทรัพย์ไปวางค้ำประกันด้วย

keyboard_arrow_up