แท็กซี่กลิ่นเหล้าหึ่ง โต้หื่นสไลด์หนอน รับดื่มคืนก่อนขับ – สาวไม่เอาผิดแค่โพสต์เตือน (คลิป)

จากกรณีหญิงสาวรายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแชร์ประสบการณ์ที่แม่ของตนไปเจอเรื่องร้ายบนรถแท็กซี่  โดยระบุว่า ระหว่างที่แม่เรียกรถแท็กซี่ เพื่อเดินทางไปทำธุระ  เมื่อขึ้นไปบนรถแม่ได้กลิ่นคล้ายแอลกอฮอล์ ขณะนั้นคิดว่าแท็กซี่คันดังกล่าว อาจไปส่งลูกค้าที่ดื่มสุรา จึงทำให้กลิ่นติดอยู่ภายในรถ แต่ปรากฏว่า กลิ่นดังกล่าวไม่ใช่ของลูกค้า ตนคาดว่ากลิ่นมาจากคนขับรถแท็กซี่ และสังเกตเห็นว่า คนขับมีการขยับมือรัวๆ ใต้พวงมาลัย ตนคาดว่าคนขับกำลังช่วยตัวเอง จึงขอลงจากรถทันที

ผู้สื่อข่าวพูดคุยกับนางอุ้ย ผู้เสียหาย

ล่าสุด วันนี้ (11 ก.พ.) ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ได้พบกับนางอุ้ย ผู้ที่ขึ้นรถแท็กซี่คันดังกล่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะที่ตนเดินออกจากบ้าน มีรถแท็กซี่คันหนึ่งมาจอดรถอยู่ตรงหน้า ตนจึงถามว่า “ไปวัดแก้วไหม” คนขับพยักหน้าตกลง ตนจึงรีบขึ้นไปนั่งหน้ารถ และได้กลิ่นคล้ายแอลกอฮอล์ แต่ตอนนั้นคิดในใจว่าเป็นกลิ่นของผู้โดยสารที่ขึ้นรถมาก่อนหน้านี้หรือไม่ แต่ภายหลังตนคิดว่าเป็นกลิ่นของคนขับแท็กซี่

นางอุ้ย บอกว่า ตอนที่หันไปมองคนขับ รู้สึกว่าคนขับมีท่าทีแปลก เพราะคล้ายกับใช้มือจับที่เป้ากางเกง แต่ไม่ได้ควักอวัยวะเพศออกมา ตนจึงตัดสินใจโทรศัพท์หาเพื่อน แล้วแกล้งพูดว่า “ไม่ไปแล้ว จะแวะซื้อของก่อน” ก่อนที่ตนจะหันไปบอกคนขับรถแท็กซี่ว่า “จะลง”

รถคันที่ก่อเหตุ

ขณะเดียวกันตนพยายาม มองหาใบอนุญาตขับขี่ที่ติดไว้บริเวณหน้ารถ เพื่อจะดูชื่อ และเลขประจำตัวคนขับ แต่ปรากฏว่า ไม่มีแผ่นป้ายดังกล่าวติดอยู่ รวมถึงขณะที่ตนจ่ายค่ารถ ก็โดนคนขับมาจับมือ ตนจึงรีบดึงมือกลับ แล้วลงจากรถแท็กซี่คันดังกล่าวทันที

ภายหลังจากที่ลงจากรถแท็กซี่แล้ว จึงรีบโทรศัพท์ติดต่อหาลูกสาว พร้อมกับเล่าเรื่องราวให้ฟังที ตอนนั้นไม่ได้หันกลับไปดูหน้าคนขับ เพราะรู้สึกกลัว

น.ส.อุ้ย ผู้เสียหายแสดงลักษณะการจับมือที่แท็กซี่จับ ขณะจ่ายเงิน

นางอุ้ย เปิดเผยอีกว่า ก่อนที่ตนจะขึ้นรถแท็กซี่คันที่ 2 เพื่อเดินทางไปที่วัดแก้ว ได้สังเกตท่าทีของคนขับก่อนว่าเป็นอย่างไร ก่อนจะขึ้นรถ ซึ่งคนขับรถแท็กซี่คันดังกล่าวได้ถามตนว่า ทำไมถึงมองอย่างนั้น ตนจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง ตอนนั้นคนขับพูดว่า “มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรอ เพราะคนแบบนี้ ทำให้คนกลัวที่จะขึ้นแท็กซี่”

นางอุ้ย ไม่คิดว่าเรื่องราวจะเกิดขึ้นกับตนเอง เพราะตัวเองอายุเยอะ และมีครอบครัวแล้ว หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับว่า ทำให้ตนเองไม่กล้าใช้บริการรถแท็กซี่อีก และห่วงลูกสาวตนจะเจอเหตุการณ์เช่นนี้

ผู้สื่อข่าวพูดคุยกับ น.ส.เฟิร์น ลูกสาวของผู้เสียหาย

ขณะที่ น.ส.เฟิร์น ลูกสาวของผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เมื่อทราบเรื่อง ตนรีบบอกแม่ให้ไปแจ้งความ แต่แม่ไม่อยากไปแจ้งความ แต่ถามว่าจะโพสต์เรื่องราวลงเฟซบุ๊กเพื่อเตือนคนอื่นดีหรือไม่ ตนจึงเสนอที่จะพิมพ์ข้อความ และโพสต์ให้ ผลปรากฏว่ามีคนแชร์เรื่องดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

น.ส.เฟริน โชว์รูปแท็กซี่คู่กรณี

หลังจากนั้น ทางผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ติดต่อตนเข้ามา คาดว่า น่าจะเป็นลูกชายของคู่กรณี เพราะเห็นข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว “สงสารพ่อ ทำมากินทุกวันนี้ก็ลำบาก” ทักมาสอบถามตนว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไรแต่ตนไม่ได้ตอบ เพราะได้เขียนอธิบายหมดแล้ว หลังจากนั้น ชายคนดังกล่าวได้แท็กตนมาภายในเฟซบุ๊กว่า “ไปแจ้งความแล้ว” และทำให้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ต่อว่าตนกับแม่ รวมทั้งยังถูกข่มขู่ทำร้าย

ทั้งนี้ น.ส.เฟิร์น บอกว่า หลังจากเกิดเหตุได้มานั่งคิดว่า ตนเองเป็นฝ่ายผิดหรือเปล่า เพราะเจตนาของตนที่ลงเรื่องราวเพราะอยากจะเตือนภัยเท่านั้น แต่ชายคนดังกล่าวทักแชทเฟซบุ๊กมาว่า “คุณกล้าจริงไหม เจอกันที่โรงพักไหม” ตนก็อ่านแล้วไม่ตอบ เพราะถ้าตอบไป จะเป็นการโต้เถียงกันมากกว่า พร้อมย้ำว่า ที่โพสต์ไปเพราะเป็นห่วงแม่ ไม่ได้โพสต์เพราะว่าเกลียดแท็กซี่ และยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง

ผู้สื่อข่าวพูดคุยกับนายวัน  คนขับแท็กซี่ คู่กรณี

นอกจากนี้ ทีมข่าวได้พูดคุยกับ นายวัน คนขับแท็กซี่คู่กรณี เปิดใจว่าวันเกิดเหตุตนดื่มเหล้าจริง แต่ดื่มเมื่อช่วงเย็นวันที่ 8 ก.พ. แล้วนอนพัก เพื่อที่จะออกมาขับรถแท็กซี่ช่วงเช้าวันถัดมา และการที่อีกฝ่ายออกมาโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กก็ไม่เป็นความจริง

นายวัน บอกว่าตนรับผู้โดยสาร เพื่อที่จะไปส่งที่วัดแก้วเงินทอง แล้วผู้โดยสารนั่งเบาะหลังด้านซ้าย ระหว่างทาง ตนมองกระจกหลัง แล้วเห็นผู้โดยสารเล่นโทรศัพท์มือถือตลอด ก่อนจะบอกตนว่า “จะลง” ตนจึงชิดซ้ายจอดรถให้ เมื่อลูกค้าจ่ายค่าโดยสาร ได้แยกย้ายกันตามปกติ พร้อมยืนยันว่า ตนเองไม่ได้ลูกเป้าอย่างที่อีกฝ่ายอ้าง

เบื้องต้น นายวัน ได้ไปลงบันทึกประจำวันที่ สน.บางเสาธง ว่าตนเองไม่ได้ทำพฤติกรรมเหมือนที่ถูกกล่าวหา และจะไม่เอาเรื่องราว เพียงแค่ขอร้องให้ผู้โพสต์ลบเรื่องทั้งหมดออกจากเฟซบุ๊ก เนื่องจากตนเองเสียหาย เพราะตนต้องขับรถแท็กซี่ทำมาหากิน

keyboard_arrow_up