7 ฉบับก่อนลั่นไก! เปิดจดหมาย ‘สืบ นาคะเสถียร’ ในวันที่ธรรมชาติถูก ‘คนไทย’ ย่ำยี

ไม่เพียงจะเป็นประเด็นดังที่ได้รับความสนใจในชั่วข้ามคืน และกระตุ้นที่ให้กระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ อีกครั้ง แต่การจับกุม ‘บิ๊กอิตาเลี่ยนไทย’ พร้อมพวกรวม 4 คนในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรครั้งนี้ ยังกลายเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะความหวังในเรื่องกระบวนการยุติธรรมว่าจะมอบคำตอบและข้อสรุปให้กับเรื่องนี้อย่างไร

แม้ในตอนนี้จะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า…นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สิ่งแวดล้อมของไทยถูก ‘ผู้มีอำนาจ’ บางกลุ่ม ใช้อภิสิทธิ์พิเศษก่อเหตุอุกอาจในพื้นที่ที่กันเอาไว้ให้กับการอนุรักษ์ เพราะครั้งนึงมันเคยเกิดขึ้นในยุคที่ยังไม่โซเชียลมีเดีย ไม่มีอินเตอร์เน็ต และไม่มีเสียงดังพอจะบอกได้ว่าธรรมชาติถูกกอบโกยไปมากแค่ไหน นั่นคือยุคของ สืบ นาคะเสถียร

สืบ นาคะเสถียร เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492 ก่อนจะเป็นที่รู้จักในฐานะนักอนุรักษ์และนักวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติชาวไทย จากวีรกรรมการช่วยอพยพสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) และการทำงานด้านอนุรักษ์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ถึงจะเป็นงานสำคัญ แต่แน่นอนว่างานในยุคนั้นไม่ง่าย เพราะนอกจากจะต้องทำงานภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดจำเขี่ย ที่ต้องดูแลป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งจำนวน 1 ล้านไร่เศษ ภายใต้งบประมาณที่ใช้ในการดูแลป่าที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ เพียงไร่ละ 80 สตางค์ต่อปี และดูแลป่าที่ถูกบุกรุกจนเสื่อมสภาพแล้ว ด้วยงบประมาณไร่ละ 1,000 บาทต่อปี สืบและทีมอนุรักษ์ยังต้องเผชิญกับการทำงานโดยไร้แรงสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หรือแม้กระทั่งชาวบ้านท้องถิ่นก็สนใจปากท้องมากกว่า จนกลายเป็นผู้รับจ้างที่พาผู้มีอิทธิพลเข้ารุกรานป่าซะเอง

แม้จะมีความพยายามในการป้องกัน และสร้างแนวร่วมกับประชาชนในพื้นที่ แต่นั่นก็ไม่เพียงพอจะทำให้เกิดแนวต้านที่กันคนนอกออกจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในเขตอนุรักษ์ได้

สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น ยังคงดำเนินต่อไปแบบ ‘ตามมีตามเกิด’ จนกระทั่งวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2533 สืบยังคงปฏิบัติงานตามปกติ และได้เตรียมจัดการทรัพย์สินที่หยิบยืมและทรัพย์สินส่วนตัว และอุทิศเครื่องมือเครื่องใช้ในการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่าให้แก่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ สั่งให้ตั้งศาลเคารพดวงวิญญาณเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตในการรักษาป่าห้วยขาแข้ง และในช่วงหัวค่ำของสืบยังคงปฏิบัติตัวพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตามปกติดั่งเช่นเคยทำ ก่อนที่ช่วงดึกสืบได้ขอลากลับไปบ้านพัก โดยกลับไปเตรียมจัดการทรัพย์สินที่เหลือและได้เขียนจดหมาย 7 ฉบับ มีเนื้อหาสั้นๆ ชี้แจงการฆ่าตัวตาย และฝากงานอนุรักษ์ส่วนที่เหลือ

ในเช้ามืดวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 ได้มีเสียงปืนดังขึ้นจากบ้านพักของสืบหนึ่งนัด และกว่าทุกคนจะรู้ก็จวนจะเที่ยง เพราะก่อนหน้าหน้าที่อุทยานฯ คิดว่าสืบไม่สบาย แต่เมื่อเข้าไปพบร่างของสืบนอนตะแคงข้างห่มผ้า และมีอาวุธปืนตกอยู่ข้างๆ พร้อมบาดแผลที่ศีรษะด้านขวา

หลังการจากไปของสืบประมาณสองสัปดาห์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้นัดประชุมกำหนดมาตรการป้องกันการบุกรุกป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะก่อนหน้านั้น ไม่ว่าสืบจะพยายามขอให้มีการประชุมกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ไม่เคยได้รับการตอบสนอง จึงมีผู้กล่าวว่า…ถ้าไม่มีเสียงปืนในวันนั้น ก็ไม่มีการประชุมดังกล่าว

แม้กระแสการอนุรักษ์จะถูกจุดขึ้นพร้อมกับการจากไปของชายผู้เป็นตำนานของผืนป่าห้วยขาแข้ง แต่การกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่รู้จักพอก็ยังคงเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน และทุกครั้ง…ผลลัพธ์มักไม่เหนือความคาดหมายของคนทั่วไปสักเท่าไหร่

ท่ามกลางความรู้สึกที่ดูเหมือนเรานึกถึงคนชื่อ ‘สืบ’ ก็ต่อเมื่อเกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นกับผืนป่า ยิ่งทำให้เสียงปืนในวันนั้นแผ่วเบาลง จนไม่ดังเพียงพอจะเอาผิดคนที่ก่อเหตุทำร้ายสมบัติของชาติกลางพื้นที่มรดกโลกในวันนี้ได้

keyboard_arrow_up