คดีพลิกสองผัวเมียโดนอุ้ม ถูกแฉกลับเชิดรถหนี เหยื่อเปิดโปงทำสูญที่ดิน 6 ล้าน (คลิป)

จากกรณี สองสามีภรรยา ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ 4 คน บังคับข่มขู่อุ้มไปจากหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เลย โดยชาย 2 คนที่ปรากฎตามคลิปกล้องวงจร คือ นายขวัญ ผ่องใส กับ นายอุเทน ยังศิริ เป็นลูกน้องเจ้าของเต็นท์รถ ถูกตำรวจออกหมายจับ ซึ่งภายหลังกระแสโซเชียลออกมาชี้ว่า ฝั่งสองสามีภรรยาเป็นฝ่ายผิด

วันนี้ (22 ม.ค.61) “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญ คุณเก่ง เจ้าของเต็นท์รถ “เก่งเซียนรถ”, พี่ชาย-เพื่อนบ้าน ผู้ต้องหา และ นายรณรงค์ แก้วเพชร์ ประธานเครือข่ายรถรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม มาพูดคุยในรายการ ภายใต้หัวข้อ “คดีพลิก!เต็นท์รถปัดอุ้ม 2 ผัวเมีย เป็นโจรทั้งที่ถูกโกง”

คุณเก่ง เจ้าของเต็นท์รถ “เก่งเซียนรถ”

คุณเก่ง เจ้าของเต็นท์รถ “เก่งเซียนรถ” บอกว่า มีนายหน้าติดต่อมา จะนำรถฮอนด้าแจ๊สสีเทา มาจำนำในราคา 150,000 บาท แต่ตนรับจำนำเพียง 130,000 บาท คิดดอกเบี้ยตามกฎหมายร้อยละ 3 มีหลักฐานการโอนเงินถูกต้องทุกอย่าง ในวันรับรถ น.ส.ศิรินทรา ได้ให้น้องชายนำรถยนต์มาส่งที่เต็นท์รถ และให้กุญแจไว้ 1 ดอก ซึ่งตนได้จ่ายเงินทั้งเงินสด และโอนเงินออนไลน์

แต่เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน น.ส.ศิรินทรา กลับผัดผ่อน ส่งดอกเบี้ยไม่ตรงเวลา จนกระทั่ง น.ส.ศิรินทรา ติดต่อมาว่า จะไถ่ถอนรถ โดยชำระเงินทั้งหมด จึงมีการนัดเจอกันวันที่ 29 ธ.ค.60 บริเวณปั๊มน้ำมัน ซอยรามคำแหง 152 โดยมีการเตรียมเอกสารเอาไว้ และให้ลูกน้องชื่อ นายขวัญ ผ่องใส ขับรถไปส่ง

เมื่อไปถึงจุดนัดพบ น.ส.ศิรินทรา บอกว่า ขอไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม จากนั้นหายไปประมาณ 40 นาที พร้อมปิดมือถือ จนติดต่อไม่ได้ นายขวัญ จึงออกตามหา ขณะเดียวกันได้มีชายฉกรรจ์ 2 คน เดินเข้ามาประกบด้านข้าง นายขวัญ และใช้ปืนจี้ ก่อนทำร้ายร่างกายแล้วชิงรถยนต์หนีไป โดยมีสัญญาที่เตรียมไว้ติดไปกับรถด้วย ตนจึงเดินทางไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สน.บางชัน ไว้เป็นหลักฐาน

“คุณเก่ง”เจ้าของเต็นท์รถให้สัมภาษณ์

คุณเก่ง เล่าต่อว่า หลังจากนั้นตนรีบโพสต์เฟซบุ๊กว่า “อยากทราบเบาะแส ให้เพื่อนๆ ช่วยแชร์ออกไป มีรางวัลนำจับหรือแจ้งเบาะแสให้ 5,000-20,000 บาท” ทำให้ตนได้รับการติดต่อจากผู้เสียหายรายอื่นว่า กำลังตามหาตัว น.ส.ศิรินทรา เหมือนกัน จนเวลาผ่านไป 3 เดือน ได้รับการติดต่อจากบุคคลปริศนาว่า น.ส.ศิรินทรา และครอบครัวอยู่ที่ จ.เลย

คุณเก่ง เปิดเผยว่า ตนต้องไปทำธุระต่างประเทศ จึงให้พนักงาน 4 คนขับรถตามไปเอารถคืนที่ จ.เลย แต่ไม่ได้พกอาวุธตามที่คู่กรณีกล่าวอ้าง เมื่อพบตัว น.ส.ศิรนทรา ซึ่งอยู่กับ นายวิชัย สามี พร้อมลูก จึงเชิญตัวมาคุย

ภาพเหตุการณ์พนักงาน 2 คนทวงคืนรถยนต์

โดยเหตุการณ์ที่ปรากฏในคลิปเป็นลูกน้องของตน ที่เข้าไปพูดคุยด้วยลักษณะเดินจับโน้มคอ ไม่ได้บังคับข่มขู่แต่อย่างใด แต่เดินคุยกันดีๆ บอกให้มาทำสัญญาใหม่ เนื่องจากฉบับแรกถูกทำลายตั้งแต่รถหายที่ปั๊มน้ำมั้น โดยให้แนบบัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสัญญาฉบับใหม่ ลงวันที่ 17 มกราคม 2561

คุณเก่ง เปิดเผยอีกว่า ขณะนั้นตนได้โทรศัพท์ไปคุยกับ น.ส.ศิรินทรา ซึ่งได้กล่าวขอโทษ และร้องไห้ บอกว่า กำลังลำบาก ลูกไม่ได้กินข้าว พร้อมขอความเห็นใจ น.ส.ศิรินทรา ยอมรับว่า เป็นคนชิงรถกลับไปเพราะมีความจำเป็น นายขวัญ ลูกน้องที่ส่งไป จึงให้ทั้งคู่เซ็นเอกสารสัญญาฉบับใหม่ บริเวณหน้าร้านเครื่องเขียน ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ซึ่ง นายวิชัย สามีของ น.ส.ศิรินทรา ยังขอบุหรี่ไปสูบ เมื่อเซ็นสัญญาเสร็จ ได้มีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ก่อนแยกย้ายกันไป

ทั้งนี้ คุณเก่ง ยังบอกอีกว่า รู้สึกงงที่ลูกน้องของตน ให้เงินกับ น.ส.ศิรินทรา เป็นค่าเดินทางติดตัวไปอีก 1,000 บาท แต่กลับถูก น.ส.ศิรินทรา และสามี แจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.เมืองเลย จนถูกออกหมายจับแล้ว 2 คน

นายมงคล ยังศิริ พี่ชายของผู้ต้องหาถูกหมายจับ

ทางด้าน นายมงคล ยังศิริ พี่ชายของผู้ต้องหา เปิดเผยว่า น้องชายบอกกับตนว่าไม่ได้เป็นคนอุ้ม แค่ให้ น.ส.ศิรินทรา ทำสัญญาใหม่ และให้เงินค่ารถอีกด้วย แต่กลับโดนแจ้งความดำเนินคดี ขณะที่ คุณหนึ่งฤทัย ปั้นแก้ว เพื่อนบ้านผู้ต้องหา ไม่เชื่อว่า นายอุเทน จะใช้ปืนไปอุ้มสองสามีภรรยาตามที่เป็นข่าว เพราะเท่าที่รู้จักน้องเขาตั้งแต่เด็กไม่ได้เป็นคนก้าวร้าว

นายรณรงค์ แก้วเพชร์ ประธานเครือข่ายรถรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม

นายรณรงค์ แก้วเพชร์ ประธานเครือข่ายรถรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม กล่าวว่า จากการได้พูดคุยกับสองสามีภรรยาที่ให้รายละเอียดว่า ไม่รู้จักชายที่เข้ามาพูดคุยด้วยมาก่อน มี 2 คนมาชี้เป้า ให้กับเต็นท์รถ เพื่อมายึดรถคืน ซึ่งตำรวจ สภ.เมืองเลย ได้แจ้งข้อหาหนัก ร่วมกันปล้นทรัพย์  เนื่องจาก คุณเก่ง มีความผิดตรงที่รีบร้อนเอารถคืน จึงส่งลูกน้อง 4 คนไปทวงคืน เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายมีการใช้กำลังบังคับขืนใจเอารถไป โดยบุคคลมากกว่า 3 คน ซึ่งการทวงคืนต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เป็นผู้ดำเนินการ

พนักงานเต็นท์รถเข้าให้ปากคำ

ส่วนในกรณีที่ เจ้าหน้าที่เต็นท์รถ ถูกชายฉกรรจ์เข้ามาจี้ชิงรถไปแถว ซอยรามคำแหง 152 ต้องรอ สน.บางชัน สรุปสำนวนส่งอัยการในชั้นศาล โดยต้องแยกออกเป็น 2 คดี คือ ชิงทรัพย์ ที่มีบันทึกประจำวันที่ สน.บางชัน กับคดีร่วมกันปล้นทรัพย์จากการอุ้ม 2 สามีภรรยา ที่ จ.เลย ต้องแยกหลักฐานในการชี้แจงสู้คดี ซึ่งศาลได้ออกหมายจับบุคคล 2 ราย จากทั้งหมด 4 ราย ควรรีบไปแสดงตัวเพื่อความบริสุทธิ์ ดีกว่ารอให้ศาลออกหมายจับ

พนักงานเต็นท์รถทยอยเข้ามอบตัว

ล่าสุดพนักงานเต็นท์รถ 4 คน ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเลย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดย ทนายรณรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากที่ได้พูดคุยกับ 2 สามีภรรยาคู่นี้ ยอมรับว่าไม่ธรรมดา มีชื่อครอบครองรถยนต์ถึง 9 คัน โดยตอนที่ถามว่า ไปทำอะไรมาทำไมถึงถูกอุ้ม ทั้งสองคนไม่ยอมตอบอะไร คาดว่า เต็นท์รถน่าจะพลาดท่าตอนที่ไปทวงรถคืน

ขณะเดียวกัน มีผู้เสียหายออกมาแสดงตัวว่าโดน น.ส.ศิรินทรา หลอกลวงอีกหลายรายที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ทีมข่าวจึงลงพื้นที่ อ.กำแพงแสน พบกับ นายสมยศ แซ่ลิ้ม อายุ 63 ปี อดีตพ่อเลี้ยงของ น.ส.ศิรินทรา เปิดเผยว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตนเคยคบกับ น.ส.บุญสูง สาวิยะ อายุ 51 ปี มารดาของ น.ส.ศิรินทรา มีวันหนึ่ง น.ส.บุญสูง มาขอร้องให้ตนค้ำประกันรถยนต์ให้ และยืนยันว่าไม่ถูกยึดแน่นอน จึงยอมเอาโฉนดที่ดินไปค้ำประกันให้ราคาประเมินอยู่ที่ 6,000,000 บาท

นายสมยศ แซ่ลิ้ม (อดีตพ่อเลี้ยง)สาวถูกอุ้ม

จนเมื่อปลายปี 2558 มีหมายศาลมาที่บ้าน 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นการเตือน และฉบับที่สอง เป็นการอายัดทรัพย์สิน ตนจึงรีบไปหา นายวิชัย และไปที่กรมบังคับคดี เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องผ่อนจ่ายเดือนละกว่า 10,000 บาท แต่ นายวิชัย บอกว่าไม่มีเงินขอลดหย่อนได้ไหม จึงตกลงกันเหลือผ่อนจ่ายเดือนละ 9,000 บาท ซึ่ง นายวิชัย เป็นคนเก็บเอกสารไว้ทั้งหมด โดยได้ย้ำไปว่า “อย่าให้เสียนะ เพราะป๊าจะเสียไปด้วย”

กระทั่งปี 2560 มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานใดก็ไม่ทราบ มาถ่ายภาพที่ดินของตน ตอนนั้นตนได้ประกาศขายอยู่จึงไม่คิดอะไร ประมาณ เดือนตุลาคม 2560 ตนได้ไปทำธุรกรรมที่กรมที่ดิน ตั้งใจจะถอนเงินมาลงทุนจำนวน 200,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ไม่สามารถถอนได้เนื่องจากที่ดินถูกอายัด ตนได้พยายามติดต่อหา น.ส.บุญสูง มารดาของ น.ส.ศิรินทรา แต่ติดต่อไม่ได้ จึงไม่รู้จะหาใครช่วย เพราะตนเป็นเพียงพ่อค้าธรรมดา หาเช้ากินค่ำ มีรายได้วันละ 300-500 บาทเท่านั้น

keyboard_arrow_up