เปิดใจ เจ้าของ “เต็นท์ลงยันต์” กันผี ช่วยจิตกล้า-พระดัง ห่วงคนไทยขี้กลัว ตกเป็นเหยื่อ (คลิป)

จากกรณีแฟนเพจ “FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย” ได้โพสต์เรื่องราวของผู้ประกาศขายเต็นท์ลงยันต์ อ้างว่ามีสรรพคุณป้องกันภูตผีปีศาจ วิญญาณร้าย เจ้าที่แรง ซึ่งทางเพจได้ขึ้นข้อความตอบโต้ว่า “มิติใหม่แห่งการเดินทางกลางป่า “เต้นท์มหายันต์” ถ้าจะกลัวขนาดนี้ นอนอยู่บ้านดีกว่ามั๊ย”

นายจักริน พิลางาม ผู้โพสต์ภาพเรื่องเต็นท์เขียนยันต์

ล่าสุด วันนี้ (9 ม.ค.) ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี จึงได้เดินทางไปสอบถาม นายจักริน พิลางาม เจ้าของโพสต์ถึงที่มาของเต็นท์ดังกล่าว ซึ่ง นายจักริน บอกว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบท่องเที่ยวไปตามอุทยาน และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ภูเขา น้ำตก ประกอบกับตนเป็นชอบอักษรขอม ลวดลายเลขยันต์ จึงมีความคิดว่า อยากลองเขียนยันต์ลงบนผืนผ้าเต็นท์ที่นำไปกางพักแรมภายในป่า เมื่อทำเสร็จสิ้นรู้สึกว่ามีความสวยงาม รู้สึกใจกล้า และอบอุ่น เวลานำเต็นท์ไปค้างแรมในป่า

เต็นท์ที่ได้เขียนยันต์

หลังจากนั้น ตนจึงโพสต์ภาพลงในเพจเฟซบุ๊ก แล้วก็มีคนชื่นชอบเป็นจำนวนมาก มีคนทักแชทเฟซบุ๊กมาเพื่อให้จัดทำ บางรายส่งเต็นท์ของตัวเองมาให้ดู และให้เขียนยันต์ต่างๆ ลงไป โดยการเขียนยันต์ตนจะลงเต็นท์ทั้งหลัง ไม่ใช่เพียงแผ่นคลุมเต็นท์เท่านั้น

เสื้อที่ได้มีการเขียนยันต์

นายจักริน บอกว่า การทำเต็นท์สักยันต์และอักษรขอม สร้างรายได้ให้กับตัวเองอย่างงาม ราคาจะอยู่ที่ขนาดของเต็นท์ ถ้าเป็นเต็นท์ขนาดนอน 2 คน จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท และถ้าขนาดอื่นต้องเพิ่มราคาขึ้นไป นอกจากนี้ ตนยังได้เขียนยันต์ลงบนเสื้ออีกด้วย และได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

นายเอกชัย อังกินันทน์ ประธานชมรมพระเครื่องจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า เรื่องการนำเต็นท์เขียนยันต์ไปลงทางเฟซบุ๊กและเขียนให้กับผู้ที่สนใจเป็นเรื่องที่ดี เพราะมีกลุ่มคนที่สนใจเกี่ยวกับอักษรขอมโบราณ รวมทั้งยันต์ครูต่างๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เสียหาย เพราะผู้ใช้รู้สึกอบอุ่น และปลอดภัยเมื่อนำไปกางพักค้างอ้างแรมในป่า ตนถือว่าเป็นเรื่องการอนุรักษ์อักษรโบราณได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

บี ฟักโกสต์ แอดมินเพจฟักโกสต์ สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย

ขณะเดียวกัน “บี ฟักโกสต์” แอดมินเพจฟักโกสต์ สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนได้รับข้อมูลมาจากทางลูกเพจ ส่วนตัวมองว่า เรื่องที่ซื้อเต็นท์มาแล้วนำมาเขียนยันต์เพื่อเพิ่มมูลค่า แล้วอ้างว่าถ้านำไปกางแล้วพักอาศัยจะป้องกันภัยอันตราย ตนคิดว่าเป็นเรื่องตลก พร้อมทั้งลูกเพจ ยังแสดงความเห็นว่า พัฒนาการของการเขียนยันต์ตามสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ มาไกลขนาดนั้นแล้วหรือ

“บี ฟักโกสต์” บอกอีกว่า ตนเคยพูดคุยกับคนที่เชื่อเรื่องดังกล่าว หลายคนสบายใจที่มีเต็นท์พกติดตัว เพราะเชื่อว่า สามารถป้องกันภัยได้ แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นการหลอกตัวเองมากกว่า ถ้าเรามีจิตใจที่เข้มแข็ง มีความคิดที่ถูกต้อง สิ่งของเหล่านี้ไม่จำเป็น

นอกจากนี้ “บี ฟักโกสต์” บอกด้วยว่า เท่าที่ศึกษามาก ยันต์ที่พบเป็นอักขระย่อที่มาจากบทพระพุทธคุณ เป็นการนอบน้อมต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่หลายคนไม่เข้าใจความหมาย และตีความไปในทางไสยศาสตร์ หรือ หลายคนที่ไปสักยันต์ หรือนำสิ่งของที่เขียนยันต์มาพกติดตัว แต่กลับประพฤติตัวประมาท อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตัวเองได้

ทั้งนี้ “บี ฟักโกสต์” ทิ้งท้ายว่า ความจริงไม่ได้มีแค่เต็นท์เขียนยันต์เท่านั้นที่กลายเป็นสินค้า แต่ยังมีนาฬิกา ลูกแก้ว หรือ กระเป๋า เป็นการอุปโลกน์ขึ้นมาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องดังกล่าว ส่วนจะเป็นการหลอกลวงหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่า ต้องพิจารณาจากสรรพคุณ แต่ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนซื้อ แต่ผลิตภัณฑ์บางอย่างในโซเชียล เช่นน้ำหอมเพิ่มเสน่ห์ หรือไอติมรักษาโรค ควรมีการนำกฎหมายเข้าไปบังคับใช้ได้แล้ว

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักคิดนักเขียน วัดสร้อยทอง

ขณะที่ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักคิดนักเขียน วัดสร้อยทอง กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ดิ่งไปในเรื่องไสยศาสตร์แบบสุดโต่ง เป็นโรคหวาดกลัวกับสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ได้เชื่อเรื่องไสยศาสตร์แบบใช้สติปัญญา แต่เชื่อด้วยความกลัว โดยเฉพาะกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สิ่งใดมองเห็นกลับรู้สึกไม่หวาดกลัว และสนใจแต่เรื่องของมิติลี้ลับ สิ่งที่เหนือสัมผัสที่ 6 ทำให้สินค้าพวกปกป้อง คุ้มครองสิ่งที่มองไม่เห็น อย่าง ภูตผี ปีศาจ สามารถจำหน่ายได้

พระมหาไพรวัลย์ บอกอีกว่า ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่เต็นท์ลายผ้ายันต์ เท่านั้น ยังมีเครื่องรางของขลังต่างๆ ที่ปลุกเสกและได้รับความนิยมไม่แพ้กัน อีกทั้งปัจจุบันสื่อช่องทางต่างๆ ถือว่ามีอิทธิพลมากกับเรื่องประเภทนี้ เมื่อรู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่หวาดกลัว เชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับ ถูกสอนว่า “ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่”  ยิ่งทำให้เกิดการปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ไปโดยปริยาย รายการเหล่านี้เกิดขึ้นและมีคนนิยมดู กลายเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า เกิดความเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพิ่มความกลัวเข้าไปอีก ฉะนั้น สินค้าที่นำเรื่องความกลัว ความเชื่อ มาเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดจึงขายดี เพราะมีคนเชื่อ

อย่างไรก็ดี พระมหาไพรวัลย์ ได้ฝากเตือนสังคมว่า คนไทยจะหายจากความกลัวได้ต้องใช้สติปัญญา ต้องตื่นตัวด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือทางการตลาด และอย่าหลงเชื่อ สรรพคุณที่อวดอ้างเกินจากความเป็นจริง เพราะตราบใดยังใช้ชีวิตด้วยความกลัว ให้ความกลัวชักลากไป ก็จะตกเป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านี้

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสไว้อยู่แล้วว่า “ความกลัวเป็นเจ้าเรือน มนุษย์จะประเสริฐได้ จะต้องได้รับการฝึก ด้วยการใช้สติปัญญา ไม่เพียงฝึกแค่วันเดียว ความกลัวจะหายไป แต่ต้องฝึกจิตใจบ่อยๆ ทำซ้ำๆ อาศัยความกล้าในตัวเราเอง จากนั้นความหวาดกลัวต่างๆก็จะหมดสิ้นไป”

keyboard_arrow_up