ไม่เชื่อกองทัพแจงปม “น้องเมย” หัวใจวาย! ครูคาใจฝึกโหด 6 สัปดาห์แรกมาได้ทำไมไม่ตาย (คลิป)

จากกรณีกองทัพไทยแถลงสาเหตุเสียชีวิต นักเรียนเตรียมทหาร ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหาร โดยแพทย์สรุปการเสียชีวิตเกิดจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ส่วนซี่โครงหักเนื่องจากการทำซีพีอาร์ ตลอด 4 ชั่วโมง ส่วนรอยช้ำเกิดจากตกบันได

ส่วนทางด้าน น.ส.สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวของน้องเมย บอกว่า ทางครอบครัวจะไม่ขอแถลงตอบโต้ใด ๆ เนื่องจากสิ่งที่กองทัพแถลง ไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมาย ทางครอบครัวยังคงยึดมั่นในหลักการทางนิติวิทยาศาสตร์ และจะรอผลการตรวจสอบอวัยวะที่เหลือให้สมบูรณ์ก่อน ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : ประโยคเดิมๆ! ครอบครัว “น้องเมย” ยันไม่ตอบโต้กองทัพ จนกว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้น )

ผู้สื่อข่าวพูดคุยกับนายนาวา (นามสมมติ) เพื่อนของนายภัคพงษ์

ขณะเดียวกัน ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ได้ลงพื้นที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อไปพบกับ นายนาวา (นามสมมติ) เพื่อนของนายภัคพงษ์ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ตนอยากเป็นทหาร จึงมาสมัครเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และได้พบกับ นายภัคพงษ์ ซึ่งลงคอร์ส และดรอปวิชาเรียนเหมือนกัน คือ เรียนตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2559 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2560 โดยมีนักเรียนทั้งหมด 8 คน

นายนาวา กล่าวอีกว่า ตนและนายภัคพงษ์ จึงเริ่มสนิทกัน โดยจะติดต่อกันตลอดผ่านโซเชียลมีเดีย หรือ เฟซบุ๊ก จนกระทั่งเรียนจบ ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ตนและนายภัคพงษ์ ไปสอบเตรียมทหาร ตนสอบไม่ติด แต่นายภัคพงษ์ สอบติด หลังจากนั้นไม่ได้ติดต่อกัน จนมาทราบประมาณเดือนตุลาคม 2560 ว่า นายภัคพงษ์ เสียชีวิต ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว

นายนาวาสาธิตการทำท่าพุ่งหลัง เป็นหนึ่งในท่าธำรงวินัย

นายนาวา กล่าวอีกว่า หลังจากรู้ว่า นายภัคพงษ์ เสียชีวิต ตนก็ได้รับการติดต่อจากเพื่อนที่โรงเรียนกวดวิชา ชักชวนไปงานสวดอภิธรรมศพ แต่ช่วงนั้นตนติดเรียนหนังสือ จึงไม่ได้ไป ตนก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่เคยทราบเลยว่า นายภัคพงษ์ มีโรคประจำตัว

สำหรับการธำรงวินัย จะใช้ท่าพุ่งหลังเป็นหลัก จะยืนตัวตรง จากนั้นโน้มตัวไปด้านหน้า เพื่อใช้มือดันพื้น จากนั้นให้ดีดตัวขึ้นกลับมายืนตรงอีกครั้ง ท่านี้จะใช้ทั้งในโรงเรียนกวดวิชา และโรงเรียนเตรียมทหาร แต่จะเลี่ยงการทำโทษด้วยวิธีหัวปัก ที่ต้องยืนตัวตรง และโน้มตัวไปด้านหน้า เพื่อใช้ศีรษะดันพื้นไว้ หลังจากทำท่าดังกล่าวแล้ว จะมีอาการมึนศีรษะ และปวดหลัง

นาวาตรีเทวฤทธิ์ ทองดี ครูโรงเรียนกวดวิชาหุบเขามังกรหลับ

ขณะเดียวกัน ทีมข่าวพูดคุยกับ นาวาตรีเทวฤทธิ์ ทองดี ครูโรงเรียนกวดวิชาหุบเขามังกรหลับ ผู้เคยสอนน้องเมย เปิดเผยว่า น้องเมย ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชาของตนกว่า 3 ปี ไม่เคยมีอาการชักเกร็ง หรือโรคมือจีบ เมื่อน้องเมยว่างจากการเรียนมักจะมาดึงข้อ เป็นการบ่งบอกว่า น้องเมย เป็นคนที่แข็งแรงมาก ส่วนใหญ่ น้องเมย จะอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชามากกว่าอยู่บ้าน ทำให้ตนเห็นสภาพร่างกายของน้องเมยอย่างชัดเจน

ที่สำคัญโรงเรียนกวดวิชาของตนต้องสมัครใจมาเรียน เพราะมีการสอบคัดเลือกก่อนเข้า ตลอดระยะเวลาที่ตนสอนพิเศษมากว่า 10 ปี ไม่เคยเห็นนักเรียนเป็นโรคมือจีบหรือชักเกร็ง อย่างมากแค่เป็นลม นักเรียนกลุ่มนี้จะรู้ตัว อีกทั้งตนมองว่า อาการชักเกร็ง ไม่น่าทำใครเสียชีวิตได้ เพราะเป็นอาการจากความเครียดและมีแรงกดดันสูง ช่วงที่ น้องเมย เรียนกับตนไม่เคยมีปัญหาอะไร เข้ากับเพื่อนได้ง่าย

นาวาตรีเทวฤทธิ์ มองว่า นักเรียนไปเรียนในโรงเรียนไม่สมควรเสียชีวิต เพราะตนก็ผ่านโรงเรียนเตรียมทหารมา ยังไม่เคยพบว่าใครมีอาการเกร็ง รวมทั้งไม่เคยรู้จักโรคมือเกร็งมาก่อน เพราะยังไม่เคยเห็นกับตา

นอกจากนี้ น้องเมย เคยผ่านการฝึกช่วงที่โหดที่สุดมาแล้ว เรียกว่าช่วงปรับสภาพนักเรียนเตรียมทหาร ประมาณ 6 สัปดาห์แรก และหากน้องเมยจะเสียชีวิต คงจะเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงเวลานั้นแล้ว ส่วนตัวมองว่าการธำรงวินัยเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรมีคนที่มีวุฒิภาวะคอยดูแล เพราะสภาพร่างกายแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน

ทั้งนี้ ครูโรงเรียนกวดวิชา ยังให้นักเรียนที่ฝึกอยู่ อายุประมาณ 17 ปี ลองทำท่าพุ่งหลัง และท่าวิดพื้น เป็นท่าพื้นฐานของการธำรงวินัยของนักเรียนเตรียมทหาร ซึ่งยืนยันว่า หากมีผู้ที่มีวุฒิภาวะดูแลระหว่างการฝึก เชื่อว่าจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่นักเรียนแน่นอน

แพทย์หญิงชนิดา สถิตย์ปัญญาพันธุ์ แพทย์จิตเวช รพ.ยันฮี

ทางด้าน แพทย์หญิงชนิดา สถิตย์ปัญญาพันธุ์ แพทย์จิตเวช รพ.ยันฮี ให้ข้อมูลว่า Hyperventilation syndrome หรือหอบจากอารมณ์ เป็นกลุ่มอาการหอบ ที่ไม่ได้มีสาเหตุทางร่างกาย แต่เกิดจากอารมณ์ เมื่อมีเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ เช่นเครียด หรือ เสียใจ หรือตื่นตระหนกทำให้เกิดอาการหายใจเร็วเกินไป ส่งผลให้หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย ใจสั่น มือเท้าชา เกร็ง กระตุก เหมือนจะชัก แต่ความรุนแรงของอาการไม่ทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต

เมื่อเกิดอาการนี้ขึ้น ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ นอกจากแพทย์จะให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่คนไข้ ว่าอาการเหล่านี้ไม่อันตรายถึงตาย เพื่อให้คนไข้คลายความวิตกกังวลแล้ว ในกรณีที่มีอาการหนักมากแพทย์จะให้ยาคลายความวิตกกังวลในรูปแบบกิน หรือฉีด ๆ โดยมากผู้ที่เป็นหอบจากอารมณ์ จะเป็นได้ทุกเพศทุกวัย แต่พบมากในวัยรุ่น และผู้ใหญ่ตอนต้น วิธีหลีกเลี่ยง คือลดภาวะความเครียด เรียนรู้การหายใจช้าๆลึกๆ

เมื่อทีมข่าวถามว่า หากมีอาการ Hyperventilation syndrome จะทำให้ หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้หรือไม่  แพทย์หญิงชนิดา บอกว่าไม่ได้เพราะไม่มีความเกี่ยวโยงกัน

keyboard_arrow_up