แพทย์แนะ! มีเซ็กส์ทุกครั้งต้องป้องกัน ยาต้านแค่ช่วยยื้อชีวิต

นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ยาต้านเชื้อ HIV คือทางออกของคนเสี่ยง แต่ควรปรึกษาแพทย์และใช้คู่กับถุงยางอนามัย กลุ่มชายรักชาย คือกลุ่มที่ติดเชื้อ HIV มากที่สุด เนื่องจากมีเพศสัมพันธุ์กับคนหลายคนโดยที่ไม่ป้องกัน

วันที่ 13 ธ.ค.60 จากกรณีลูกจ้างกระทรวงสาธารณะสุข นัดมีเพศสัมพันธุ์กับชายหนุ่มคนหนึ่ง ผ่านแอปพลิเคชัน ก่อนจะมารู้ทีหลังว่ามีการตัดถุงยางอนามัยเพื่อจงใจแพร่เชื้อ HIV ของตัวเองให้กับคู่นอน แถมมีการถ่ายคลิปผู้เสียหายไว้แบล็คเมล์เรียกเงิน โดยกรณีนี้มีการเปิดเผยถึงยาต้านเชื้อ HIV ด้วย

นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลกับคุณธนัชภัค เมืองชู ผู้สื่อข่าวอมรินทร์ทีวี ว่า เชื้อ HIV หรือโรคเอดส์ ยังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่มียาที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานขึ้นหลายสิบปี สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ สำหรับยาต้านไวรัส HIV มีอยู่ประมาณ 30 ขนาน แต่ที่นิยมนำมาใช้ มีอยู่ 2 ชนิด คือยาที่กินก่อน และกินหลังมีเพศสัมพันธุ์

ยาที่กินก่อนมีเพศสัมพันธ์ เรียกว่า PrEP (แพร็บ) (Pre exposure ) มี 2 ขนานในเม็ดเดียว กินเพื่อป้องกันเชื้อ “ก่อนมีเพศสัมพันธุ์” แต่ก่อนกินยาตัวนี้ต้องไปตรวจเลือดก่อน หากมีเชื้ออยู่แล้วกินยาตัวนี้เข้าไป นอกจากจะไม่ได้ผล ยังจะมีผลข้างเคียงอีกด้วย ยาตัวนี้ต้องกินต่อเนื่องทุกวัน และจะเริ่มคุ้มกันได้เมื่อกินยาไปแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ประสิทธิภาพคล้ายกับยาคุมกำเนิด

ส่วนยาที่ “กินหลังมีเพศสัมพันธ์” เรียกว่า PEP (แพ็บ) (post exposure ) เป็นยาต้านฉุกเฉิน ที่มี 3 ขนานในเม็ดเดียว ต้องกินภายใน 48 ชั่วโมง ยิ่งกินเร็วที่สุดยิ่งดี เพราะโอกาสป้องกันการติดเชื้อ HIV จะลดลงตามเวลาที่ผ่านไป หากเกิน 72 ชั่วโมงไปแล้วยาประเภทนี้จะใช้ไม่ได้ผล และต้องกินต่อเนื่องไปอีก 28 วัน

นพ.มนูญ กล่าวต่อว่า ผู้ที่จะกินยาสองชนิดนี้ได้ต้องไม่มีเชื้อ HIV ในร่างกายเท่านั้น และจะกินสลับกันไม่ได้ เพราะเป็นยาคนละสูตร ซึ่งการรับประทานยาต้องมีแพทย์สั่ง ไม่แนะนำให้ซื้อกินเองตามอินเตอร์เน็ต เพราะคุณภาพของยาอาจไม่ได้มาตรฐาน และคนไทยดื้อยามากกว่าชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การมียาทั้ง 2 ประเภทนี้ ก็ไม่อยากให้ชะล่าใจ เพราะยาทั้ง 2 ชนิด ช่วยลดการติดเชื่อ HIV ได้ก็จริง แต่ยังไม่ 100% และไม่สามารถป้องกันโรคกามโรค ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้กินยาควบคู่กับการใช้ถุงยางอนามัย ส่วนราคายาทั้ง 2 ชนิด ประมาณ 700-1000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าไม่แพง มีขายตามคลินิกนิรนาม หรือตามสถานพยาบาลของโรงพยาบาลรัฐใหญ่ๆ

ทั้งนี้หากใครที่พลาดหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรมาปรึกษาแพทย์ ไม่ต้องอาย ถ้ารู้เร็วก็รักษาเร็ว มีชีวิตยืนยาวได้ ไม่ต้องกังวลเพราะโรคนี้ไม่ถึงตายอีกแล้วในปัจจุบัน

นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทยยังให้ข้อมูลด้วยว่า กลุ่มชายรักชาย คือกลุ่มที่ติดเชื้อ HIV มากที่สุด เนื่องจากมีเพศสัมพันธุ์กับคนหลายคนโดยที่ไม่ป้องกัน คิดเป็น 1ใน 3 ของกลุ่มนี้ คือ 3 คนจะมีคนติดเชื้อ HIV 1 คน

keyboard_arrow_up