เปิดใจชายต้องสงสัยฆ่าจุดไฟเผาพระทั้งเป็น รับไม่ถูกกันแต่ไม่คิดฆ่า ชี้พิรุธเก๋งดำ (คลิป)

จากกรณีเหตุพบศพพระถูกไฟคลอกมรณภาพภายในกุฏิ สำนักสงฆ์พระประเสริฐเกิดทรัพย์ บ้านโพนทอง หมู่ 3 ต.หนองพันทา อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 62 โดยผู้เสียชีวิตคือพระสมจิต เกิดทรัพย์ หรือ หลวงพ่อแต อายุ 53 ปี เจ้าสำนักสงฆ์ สภาพถูกไฟเผาผิวหนังไหม้เกรียมทั้งตัว ข้าวของในกุฏิกระจัดกระจายเกลื่อน โดยมีผ้าเหลืองพันไม้ชุบน้ำมันตกอยู่ 2 อัน และเศษซากแกลลอนน้ำมัน 2 แกลลอน นอกจากนั้นยังมีหยดเลือดกระเซ็นติดตามฝาผนัง หน้าต่างบานกระจกแตก ซึ่งคาดว่าถูกฆาตกรรมเพราะเรื่องขัดแย้งเรื่องเงินผ้าป่ากับลูกศิษย์บางกลุ่ม

พระสมจิต เกิดทรัพย์ หรือ หลวงพ่อแต ผู้เสียชีวิต

วันที่ 8 ก.ค. 62 นายสมเดช สินด้วง อายุ 47 ปี กำนัน ต.หนองพันทา อ.บึงกาฬ เปิดเผยว่า พระสมจิตเป็นพระที่พูดไม่สุภาพ โผงผาง ส่วนมากจะชอบพูดมึงกู แต่พระสมจิตก็เป็นพระที่มีความเมตตาสูง เพราะจะปลูกสมุนไพรรักษาคนป่วย แต่ส่วนมากคนในพื้นที่จะไม่ค่อยเข้ามารักษา จะมีแต่คนต่างถิ่นที่เข้ามารักษา ทำให้ลูกศิษย์ของพระสมจิตนั้นจะเป็นคนต่างถิ่น ต่างจังหวัด ซึ่งคนที่มารักษามีทั้งหายและไม่หาย ขึ้นอยู่กับอาการและความเชื่อของส่วนบุคคล อีกทั้งพระสมจิตยังมีการทำตะกรุดแจกจ่ายคนที่มาหาที่ช่วยเรื่องเมตตามหานิยม ซึ่งบางคนได้รับตะกรุดไปก็ค้าขายร่ำรวย ทำให้คนเกิดความศรัทธา แต่ตนก็ไม่มั่นใจว่าการฆ่าจะเกี่ยวกับเรื่องผ้าป่าหรือไม่ เพราะตนก็รู้ข้อมูลเชิงลึกมาว่าอาจจะมีข้อพิพาทกันเรื่องที่ดินที่ตั้งสำนักสงฆ์ระหว่างผู้ตายกับลูกศิษย์ แต่ตนก็ไม่รู้รายละเอียด

นายสมเดช สินด้วง กำนัน ต.หนองพันทา

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามชาวบ้านได้ข้อมูลว่าก่อเกิดเหตุมีรถเก๋งสีดำ ป้ายทะเบียนจังหวัดระยอง มาวนเวียนอยู่หน้าถนนปากทางเข้าสำนักสงฆ์ แต่ก็ไม่มั่นใจว่าเป็นคนร้ายหรือไม่ ซึ่งตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวคนร้าย และคาดว่าน่าจะเป็นคนในพื้นที่ นอกจากนี้ ตนคาดว่าพระสมจิตน่าจะถูกฆ่าตอนเวลาประมาณเที่ยงคืน เพราะมีลูกศิษย์ต่างจังหวัดโทรศัพท์ติดต่อกับพระสมจิตครั้งสุดท้ายตอน 4 ทุ่ม

ด้านนายตุ้ย (สงวนชื่อ-นามสกุล) อายุ 53 ปี อดีตผู้อุปถัมภ์พระสมจิต ซึ่งที่มีข้อพิพาทกันเรื่องที่ดินที่ตั้งสำนักสงฆ์ เปิดเผยว่า ตนติดตามและอุปถัมภ์พระสมจิตมาเป็นเวลา 12 ปี รักกันเหมือนพี่น้อง แต่เพิ่งปลีกตัวออกมาตอนปี 2560 เนื่องจากตนเห็นว่าพระสมจิตนั้นมีพฤติกรรมไม่ดีเรื่องคำพูด ชอบพูดมึงกู พูดหยาบอย่างกับตัวเองไม่ใช่พระ ตนจึงได้มีการตักเตือนในฐานะที่ตัวเองเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง แต่พระสมจิตก็ไม่ฟังและไม่ยอมเปลี่ยนพฤิกรรมการพูด ตนจึงเลิกศรัทธาแล้วปลีกตัวออกมา

นายตุ้ย (สงวนชื่อ-นามสกุล) อดีตผู้อุปถัมภ์พระสมจิต

นายตุ้ยยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ได้มีปากเสียงรุนแรงกับพระสมจิตจริง เนื่องจากก่อนหน้าตนได้อาเครื่องยนต์รถไถนาให้พระสมจิตเอาไปประยุกต์เป็นเครื่องบดยาสมุนไพร โดยเอาสายพานเครื่องยนต์โยงกับเครื่องบด เมื่อเปิดเครื่องยนต์ เครื่องบดก็จะทำงาน แต่เมื่อตนปลีกตัวออกมาตอนปี 2560 ก็ไม่ได้เอาเครื่องยนต์รถไถกลับมาด้วย ตนกับหลานชายจึงได้เข้าไปที่สำนักสงฆ์เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 62 ซึ่งระหว่างที่ตนจะนำเครื่องยนต์กลับก็เกิดมีปากเสียงกับผู้ตายอย่างรุนแรง พูดขึ้นมึงขึ้นกูกัน จนสุดท้ายพระสมจิตก็พูดไล่ตนว่า “ไม่ต้องกลับมาที่สำนักสงฆ์อีก” ซึ่งตนก็ได้พูดตอบโต้ไปว่า “กูต้องได้กลับมาอยู่แล้ว เพราะที่ดินนี้เป็นชื่อกู” ซึ่งตนพูดอย่างนั้นเพราะว่าที่ดิน 3 ไร่ ที่ตั้งสำนักสงฆ์นั้นซื้อขายในนามของตน ราคา 210,000 บาท เมื่อปี 2555 แต่ใช้เงินปัจจัยที่พระสมจิตได้รับถวายมา ซึ่งสาเหตุที่ตนพูดว่าที่ดินเป็นชื่อตัวเองนั้น เพียงแค่อยากพูดให้พระสมจิตคิดได้ และตนไม่ได้ต้องการที่ดินเขาจริง ๆ และแม้ว่าพระสมจิตจะเสียชีวิต ตนก็จะไม่เอาที่ดินผืนนี้เพราะมันเป็นทรัพย์สินของสงฆ์

นายตุ้ยยืนยันว่าไม่เคยคิดจะฆ่าพระสมจิตเลย แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นใกล้เคียงกันมาก เพราะพระสมจิตตายหลังจากที่มีปากเสียงกับตนประมาณ 7 วัน ทำให้ตนและหลานตกเป็นผู้ต้องสงสัยทันที ซึ่งตนมองว่าเรื่องมันประจวบเหมาะกันมาก ตนก็อโหสิกรรมให้พระสมจิตมาตลอดตั้งแต่ตนตีตัวออกห่าง จนกระทั่งพระสมจิตถูกฆาตกรรม ตนก็ไม่เคยถือโกรธหรืออาฆาตเลย

ทีมข่าวลงพื้นที่วัดดังกล่าว บริเวณกุฏิที่เกิดเหตุกับกุฏิของพระลูกวัดที่อยู่ท้ายวัด พบว่ามีระยะทางประมาณ 70 เมตร โดยระหว่างที่มีต้นไม้ปลูกขวางสลับกันกว่า 30-50 ต้น อย่างไรก็ตาม ในวันเกิดเหตุนั้นมีฝนตกอย่างหนักด้วย จึงเป็นไปได้ว่าไม่มีใครได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือจากพระสมจิต

ภาพจำลองเหตุการณ์ (กรณีที่ 1)

ทั้งนี้ จากเหตุที่เกิดขึ้น มีดารคาดการณ์ว่าคนร้ายน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2 คน แต่ไม่ทราบพฤติกรรมก่อเหตุที่แน่ชัด แต่คาดการณ์ลักษณะการก่อเหตุไว้ 2 แบบ คือ กรณีที่ 1 คือ คนร้ายน่าจะเข้าไปในกุฏิทางประตูหน้า พูดคุยกับพระสมจิต แต่เคลียร์ไม่ลงตัว จึงลงมือทำร้ายพระสมจิตจนสลบแล้วจุดไฟเผา ก่อนจะหนีออกทางหน้าต่างกระจกที่แตก ทำให้ถูกกระจกบาดมือและเลือดกระเด็นไปถูกกำแพงด้านนอกข้างหน้าต่าง ก่อนจะวิ่งไปชนพุ่มไม้ข้างกุฏิที่ล้มอยู่ และถอดหมวกที่ใช้ปิดบังใบหน้าตั้งไว้ข้างกุฏิ

ภาพจำลองเหตุการณ์ (กรณีที่ 2)

ส่วนกรณีที่ 2 คือคนร้ายน่าจะอาศัยตอนพระสมจิตหลับ ทุบกระจกหน้าต่าง แล้วใช้น้ำมันราดเข้าไปในกุฏิ พร้อมกับโยนคบเพลิงไม้ที่พันด้วยผ้าจุดไฟและโยนเข้าไปกลางกุฏิ ก่อนวิ่งไปชนพุ่มไม้ และคราบเลือดที่กำแพงอาจจะเกิดจากการตอนที่ทุบกระจก

keyboard_arrow_up