เศรษฐีนีตระกูลดังแจงซื้อที่หลายร้อยล้าน กลับถูกขวางห้ามเข้า งัดหลักฐานชัดโต้เจ้าของเก่าปล่อยคลิปดิสเครดิต (คลิป)

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก “แหม่มโพธิ์ดำ” ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่กว่า 30 นาย บุกเข้าไปภายในโกดัง และมีการคุกคามพนักงานที่อยู่ภายในโกดัง วานนี้ (30 ต.ค.60) นายยงเกียรติ บุศราวงศ์ เจ้าของคลิปวิดีโอ ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

ล่าสุด วันนี้(31 ต.ค.60) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บริษัทพงษ์ลาภ จำกัด ตั้งอยู่ข้างพื้นที่โกดังที่เกิดเหตุ ที่ด้านหน้ามีป้ายประกาศขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่บริษัท มีข้อความว่า “ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้ ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของ บจก.พงษ์ลาภ ผู้บุกรุกจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย” พร้อมมีลูกศรสีแดงชี้เข้าไปในพื้นที่โกดังที่เกิดเหตุ

นางอาภาพรรณ โจโควิดจาจา หรือ “มิลค์” เปิดเผยว่า ตนเป็นเจ้าของที่ดินรายใหม่ พร้อมอธิบายขั้นตอน และวิธีการดำเนินการจนกระทั่ง บริษัทพงษ์ลาภ จำกัด ที่ตนเป็นเจ้าของ ได้เป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว พร้อมกับบอกว่า เมื่อประมาณปลายปี 2558 ธนาคารกรุงไทย ได้เปิดประมูลขายที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งทางบริษัทมีความสนใจเพราะต้องการขยายธุรกิจ แต่เมื่อถึงเวลาการประมูล มีหลายบริษัทเข้าร่วมประมูล ซึ่งบริษัทตนเป็นหนึ่งในนั้น ปรากฎว่า บริษัทตนชนะการประมูล โดยยอดประมูลสูงกว่าบริษัทที่เป็นอันดับ 2 มากกว่า 100 ล้านบาท

นางอาภาพรรณ โจโควิดจาจา หรือ “มิลค์”

นางอาภาพรรณ บอกอีกว่า เมื่อบริษัทตนชนะการประมูล ได้มีการอ่านหลักการ และข้อปฏิบัติต่างๆ มีข้อหนึ่งที่ระบุว่า “ผู้ที่ชนะการประมูลจะต้องไปฟ้องร้องขับไล่ผู้บุกรุก” บริษัทก็ดำเนินการโอนที่ดินจนครบทุกขั้นตอน เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2559 ภายหลังโฉนดถูกโอนจาก ธนาคารกรุงไทย จำนวน 16 ผืน รวม 36 กว่าไร่ มาเป็นของบริษัทพงษ์ลาภ จำกัด รวมถึงบริษัท ได้มีการชำระเงินค่าที่ดิน อย่างถูกต้องทุกขั้นตอนแล้วเช่นกัน

จากนั้น หลังจากที่ตนได้เป็นเจ้าของที่ดินอย่างถูกต้อง ได้มีการดำเนินการตามกฎหมายมาโดยตลอด ที่ผ่านมาตัวเองยังไม่เคยเข้าไปในที่ดินทั้งๆ ที่เป็นเจ้าของ พร้อมยืนยันว่า ไม่เคยไปข่มขู่เจ้าของเดิมแต่อย่างใด

นอกจากนี้ขอชี้แจง กรณีมีการนำเสนอว่า ตนได้มีการนำกองกำลังเถื่อนเข้าไปบุกรุกพื้นที่นั้น นางอาภาพรรณ บอกว่า ทั้งหมดไม่ใช่กำลังเถื่อน แต่เป็นเจ้าหน้าที่ ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) คุณพ่อ และน้องสาวตน รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี รวมประมาณ 30 คน เดินทางเข้าไปเพื่อไปติดประกาศหมายศาล หลังจากที่ฝ่ายตนมีการฟ้องร้องขับไล่ตามขั้นตอน และชนะในศาลชั้นต้น วันที่ 12 ก.ค.2560 และวันที่เข้าไปในโกดัง ตรวจพบอาวุธเป็นมีด และของแหลม รวมทั้งยังมีคนเมาอยู่ภายในโกดัง

ส่วนเหตุผลที่ต้องนำเจ้าหน้าที่เข้าไปในวันเกิดเหตุ เนื่องจากที่ผ่านมาตน และทางบริษัท ไม่เคยเข้าไปดูพื้นที่ในโกดัง ประกอบกับพื้นที่มีขนาดกว้างถึง 36 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นโรงงาน ทำให้ตนห่วงเรื่องความปลอดภัย พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมา รวมถึงวันเกิดเหตุ ตนไม่เคยเข้าไปข่มขู่ หรือขู่เอาชีวิต

นางอาภาพรรณ ยังระบุอีกว่า ทุกอย่างทำตามขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งฝ่ายคู่กรณีที่เป็นเจ้าของรายเก่า ยังมีการยื่นคำร้องต่อศาลมาโดยตลอด ทั้งคัดค้านคำพิพากษา ขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา แต่ศาลก็มีการยกคำร้อง หากฝ่ายคู่กรณียืนยันว่า ตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้อง และมั่นใจว่าตัวเองเป็นเจ้าของที่ดิน แล้วแบบนี้ต่อไปจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการประมูลที่ดินจากธนาคารของรัฐ มีการตรวจสอบความถูกต้องมาแล้ว

นางอาภาพรรณ ระบุว่า ทุกคนต้องการที่จะลงทุนในที่ดินผืนดังกล่าว เมื่อเห็นว่า ที่ดินอยู่ติดกับบริษัทตน แล้วมีการประกาศขาย จึงตัดสินใจเข้าร่วมประมูล

นายวันชัย ชันสุวรรณ ทนายความฝ่าย บริษัทพงษ์ลาภ จำกัด

ทางด้าน นายวันชัย ชันสุวรรณ ทนายความฝ่าย บริษัทพงษ์ลาภ จำกัด ยืนยันว่า หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินว่า ฝ่าย  นางอาภาพรรณ มีสิทธิ์ และสามารถนำป้ายประกาศไปติด ซึ่งเป็นการกระทำตามขั้นตอนกระบวนการกฎหมาย ถึงแม้ปัจจุบันจะทำการอุทรณ์ อย่างไรก็ตามหากยังไม่มีคำตัดสินของศาลอุทรณ์ออกมา ทุกฝ่ายยังคงต้องยึดตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นเป็นหลัก

นอกจากนี้ ทีมข่าวเดินทางไปที่โกดัง บริษัท พี.ที.ที.เอ็น.ท่าเรือ จำกัด หรือ บริษัทข้าวอัมรินทร์ ได้พบกับ นายยงเกียรติ บุศราวงศ์ เจ้าของคลิป และเจ้าของโกดังรายเก่า เปิดเผยกับทีมข่าวว่า เหตุผลที่นำคลิปมาเผยแพร่ เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของลูกน้อง ที่ทำงานกับตน และเฝ้าพื้นที่ดังกล่าว มานานกว่า 30-40 ปี ซึ่งการเข้าของเจ้าหน้าที่ นายยงเกียรติ อ้างว่า มีการข่มขู่เกิดขึ้น จึงยอมไม่ได้

นายยงเกียรติ ยังเปิดเผยอีกว่า ผู้ซื้อน่าจะทราบอยู่แล้วว่า เมื่อซื้อที่ดินผืนนี้ไป จะมีปัญหาข้อพิพาทอยู่แล้ว ซึ่งถูกระบุไว้ในประกาศขายชัดเจน

นายยงเกียรติ บุศราวงศ์ เจ้าของคลิป และเจ้าของโกดังรายเก่า

ส่วนเรื่องของปัญหาที่จะเกิดขึ้น นายยงเกียรติ ยอมรับว่า ตนเองมีปัญหาทางธุรกิจ เมื่อปี พ.ศ.2540 ซึ่งได้มีการคุยกับทางธนาคาร ในการชำระหนี้ต่างๆ จนกระทั่งต้องโอนที่ดินทั้ง 16 โฉนด ให้กับธนาคาร ซึ่งตนได้สิทธิการซื้อคืน และมีสิทธิ์ซื้อก่อนจากที่ดินผืนนี้ โดยตนมีการชำระเงินค่าตอบแทนให้กับธนาคาร เพื่อรักษาสิทธิ์ซื้อคืน และรักษาสิทธิ์ซื้อก่อน เป็นมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท หลังจากโอนโฉนดให้กับธนาคาร

นายยงเกียรติ บอกอีกว่า ส่วนตัวพยายามติดต่อซื้อที่ดินคืนจากธนาคาร ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2553-2555 แต่ธนาคารบ่ายเบี่ยง พร้อมยืนยันว่า ช่วงเวลาดังกล่าว ตัวเองพร้อมที่จะซื้อที่ดินผืนนี้กลับคืนมา จนกระทั่งมีการทำจดหมายยกเลิกสิทธิ์ ไปจนถึงมีการฟ้องขับไล่ตน ก่อนที่จะมีการประกาศขาย ในเวลาต่อมา

ปัจจุบันตนยอมรับว่า ชื่อเจ้าของที่ดินเป็นของฝ่ายคู่กรณีแล้ว เนื่องจากมีการตกลงกับทาง ธนาคารกรุงไทย ส่วนที่ตนไม่ยอมย้ายออกไป เนื่องจากเห็นว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นศาล ซึ่งตนก็ต้องรักษาพื้นที่ไว้ และไม่ได้ดื้อด้านที่จะอยู่ แต่เป็นการต่อสู้จนถึงที่สุด หากศาลตัดสินว่าตนแพ้ ก็ยินดีที่จะย้ายออกไปทันที

ส่วนเรื่องอาวุธที่มีการพบในโกดังนั้นคือ มีดดายหญ้า และฉ่ำข้าว ซึ่งเป็นเครื่องมือของผู้ส่งออกข้าวอยู่แล้ว รวมทั้งยังมีมีดเล็กอีก 2 เล่ม สิ่งของที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ ตนเองยืนยันว่า ไม่ได้เตรียมไว้เป็นอาวุธ แต่อย่างใด

keyboard_arrow_up