สาวเซ็ง สายไฟละลายใส่เก๋ง เอาผิดใคร? ทนายดังไขสงสัย หาต้นตอคนชดใช้ได้…! (คลิป)

จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “แหม่มโพธิ์ดำ” เผยแพร่เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเจ้าของรถคันหนึ่ง ที่จอดรถไว้ภายในโครงการบ้านเดี่ยวแห่งหนึ่ง ก่อนมีลมพัด และสายไฟเสียดสีกับกิ่งไม้ จนเกิดไฟลุกไหม้สายไฟ แล้วฉนวนสายไฟที่ละลายนั้นได้หยดลงมาใส่รถคันดังกล่าว จนได้รับความเสียหาย และพบว่ารถทั้งคันเต็มไปด้วยคราบของฉนวน โดยยังไม่มีเจ้าหน้าที่ของโครงการหรือการไฟฟ้าออกมาแสดงความรับผิดชอบ

ล่าสุด วันนี้ (5 ต.ค.60) ทีมข่าวได้เดินทางมาที่โครงการแห่งหนึ่ง ย่านศรีนครินทร์ เพื่อพูดคุยกับ คุณนัฐกาญจน์ ชุมพินิจ หรือ “นิว” โดยพบว่าบริเวณหน้าบ้านยังมีคราบสีดำที่เป็นร่องรอยอยู่บ้าง แต่รถของทางผู้เสียหายได้นำไปขัดสี

คุณนัฐกาญจน์ ได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ตนไม่ใช่ลูกบ้านของหมู่บ้านดังกล่าว แต่เป็นเพียงพนักงานที่มาทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน ซึ่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อวาน (4 ต.ค.) เวลาประมาณ 12.00 น. ขณะนั้นตนกำลังนั่งทำงานอยู่ภายในบริษัท และจะเดินทางออกไปทำธุระข้างนอก แต่เห็นว่ารถเลอะคล้ายกับคราบยางสีดำ และมีกลิ่นไหม้ จึงได้เงยหน้าขึ้นไปมองที่สายไฟ คล้ายมีสะเก็ดไฟกับคราบยาง ที่เกิดจากที่กิ่งไม้เสียดสีกับสายไฟ หล่นลงมาที่รถ จึงทำให้ คุณนัฐกานต์ ได้เลื่อนรถออก

นัฐกาญจน์ ชุมพินิจ หรือ “นิว” เจ้าของรถ

ส่วนกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าบริษัท สามารถบันทึกภาพ ขณะที่สะเก็ดไฟได้ตกลงมาที่หลังคารถ และทำให้ฉนวนสายไฟที่ละลายได้ตกลงมาบนหลังคารถ หลังจากนั้น คุณนัฐกาญจน์ จึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน พร้อมกับติดต่อทางนิติบุคคล ให้มาที่เกิดเหตุ

หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าได้เข้ามา ตรวจสอบ และบอกว่า สาเหตุที่ไฟฟ้าแรงสูงมีสะเก็ดไฟออกมา เกิดจากกิ่งไม้ของทางโครงการได้เสียดสีกับทางสายไฟ โดยก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เคยบอกทางโครงการให้ตัดกิ่งไม้บริเวณที่ใกล้กับสายไฟแล้ว แต่ทางนิติบุคคลไม่ยอมตัด และการรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวต้องให้ทางโครงการเป็นผู้รับผิดชอบ

ทางนิติบุคคล ได้ชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่ตัดกิ่งไม้ เพราะมีลูกบ้านบางรายเคยเข้ามาร้องเรียน ตอนที่ทางนิติบุคคลได้ส่งคนไปตัดต้นไม้ว่า หากตัดต้นไม้ก็จะทำให้บริเวณหน้าบ้านนั้นร้อน

ดังนั้น ภายหลังจากการพูดคุยกับทุกฝ่าย จึงได้ข้อสรุปว่า รถของตนต้องทำการขัดสีรถใหม่ และได้มีการสอบถามว่า หากนำรถไปขัดสีจะสามารถนำเงินมาเบิกได้หรือไม่ แต่ทางนิติบุคคล บอกเพียงว่า จะนำเรื่องไปเข้าที่ประชุมเสียก่อน และทางโครงการบอกเพียงว่า ความจริงไม่ใช่ความผิดของทางโครงการ เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และอยากให้เป็นการรับผิดชอบร่วมกันเสียมากกว่า เมื่อตนได้ยินดังนั้น จึงได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สภ.บางแก้ว

สำหรับสาเหตุที่ คุณนัฐกาญจน์ ที่ออกมาพูดเรื่องดังกล่าว เนื่องจาก ถ้าหากวันเกิดเหตุฉนวนสายไฟไม่ได้ตกลงมาใส่รถ แต่ตกใส่คน ทางโครงการหรือหน่วยงานจะรับผิดชอบอย่างไร

ดังนั้น ตนจึงอยากให้ทางโครงการแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งสิ่งที่ออกมาพูดตนไม่ได้เรียกร้องอะไร พร้อมกับอยากรู้ว่าคราบสายฉนวนหล่นใส่รถลูกบ้านที่มีราคาแพง  ทางโครงการจะทำอย่างไร และอยากให้ทางโครงการ ดูแลเรื่องความปลอดภัยให้มากกว่านี้

ส่วนสาเหตุที่ คุณนัฐกาญจน์ ไม่ได้เอารถไปจอดภายในที่ทำงาน เนื่องจาก สถานที่ทำงานไม่มีที่จอดรถภายใน จึงต้องจอดรถบริเวณข้างหน้าสถานที่ทำงาน และหลังจากนี้คงต้องระมัดระวังในการจอดรถข้างนอกอาคารให้มากขึ้นกว่าเดิม

ทีมข่าวได้โทรศัพท์สอบถามข้อมูลกับด้าน ทนายเกิดผล แก้วเกิด ได้เปิดเผยว่า กรณีชนวนสายไฟละลายใส่รถยนต์ จะต้องพิจารณาแยกเป็นประเด็น คือ ประเด็นแรก การไหม้ของสายไฟจุดที่ไหม้นั้นเกิดจากหม้อแปลงไฟฟ้าโดยตรง แล้วลุกลามไปที่สายไฟหรือไม่ หากใช่ทางการไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วน ประเด็นที่ 2 คือ สายไฟที่ไหม้นั้นผ่านพ้นจากหม้อแปลงมาแล้ว เกิดเสื่อมสภาพของสายไฟเองหรือไม่ ซึ่งหากเป็นการชำรุดของสายไฟ ก็ต้องดูว่าใครเป็นเจ้าของ ทางเจ้าของสายไฟจะต้องรับผิดชอบ หากสายไฟเชื่อมโยงเข้าบ้านของใคร เจ้าของบ้านต้องรับผิดชอบ ซึ่งต้องไปตรวจสอบร่วมกัน

สำหรับ ประเด็นที่ 3 หากสายไฟไม่ได้ชำรุดเองตามสภาพ แต่เกิดจากปัจจัยอื่น อย่างเช่น กิ่งไม้ ก็ต้องดูว่าต้นไม้นั้น ใครเป็นเจ้าของ หากเป็นบ้านคนที่ปลูกต้นไม้แล้วยื่นออกมาโดน เจ้าของบ้านต้องรับผิดชอบ เพราะต้องดูแลต้นไม้ในบ้านตนเอง แต่ถ้าหากต้นไม้เป็นของโครงการหมู่บ้าน ทางโครงการก็ต้องรับผิดชอบ หากปัญหาเกิดจากใคร คนนั้นจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

ดังนั้น คดีนี้ถือเป็นคดีความทางแพ่ง และแน่นอนว่าต้องมีผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว เพราะสามารถไล่หาสาเหตุได้ ว่าเกิดจากใคร ส่วนผู้เสียหายนั้นสามารถเข้าไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันได้ เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

keyboard_arrow_up