เปิดใจแพะ แฉโดนตร.อุ้มซ้อมยัดข้อหาฉกเพรช 15 ล. นอนคุก 7 เดือน ชี้ทำเป็นขบวนการ (คลิป)

สำหรับเหตุการณ์ที่นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ ผู้ถูกกล่าวหาคดีร่วมกันวิ่งราวทรัพย์และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ในกรณีชิงทรัพย์เป็นเพชรมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ในจังหวัดกรุงเทพฯ ซึ่งในวันดังกล่าวนายพิสิษฐ์ ผู้ทำอาชีพขายข้าวเหนียวไก่ทอด อยู่ที่จังหวัด นครพนม มีอาการปวดท้องจึงไปหาหมอที่คลินิก ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวไปที่สถานีตำรวจบางเสาธง และเเจ้งข้อหาร่วมกับพวกวิ่งราวทรัพย์เป็นเพชร มูลค่า 15 ล้านบาท ซึ่ง น.ส.ดารีวรรณ ยืนยันสามีตนเป็นผู้บริสุทธิ์ เนื่องจากวันเกิดเหตุสามีตนอยู่ที่จังหวัดนครพนม ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : คดีฉกเพชร15ล้านพิรุธ! คนขายหิ้วทรัพย์นับล้านแต่นั่งแท็กซี่-คฤหาสน์เกิดเหตุพบเปิดให้เช่า)

นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ พ่อค้าขายข้าวเหนียวไก่ทอด ก้มลงกราบเท้าแม่

ล่าสุด วันนี้(26 ก.ย.) ที่ศาลอาญาธนบุรีนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ พ่อค้าขายข้าวเหนียวไก่ทอด ในจังหวัดนครพนม ตกเป็นจำเลยในคดีหน่วงเหนี่ยวกักขังและร่วมกันวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งเป็นเพชรมูลค่า 15 ล้านบาท เหตุเกิดในท้องที่สน.บางเสาธง โดยระหว่างการพิจารณาคดีนายพิสิษฐ์ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษธนบุรี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานโจทก์ ให้การไม่ชัดเจนเกี่ยวกับรูปพรรณคนร้ายที่มีลักษณะแตกต่างกับจำเลยทั้งรูปร่าง ส่วนสูง ดังนั้นยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำผิด จึงพิพากษายกฟ้อง ซึ่งทันทีที่ประตูเรือนจำเปิดออก นายพิสิษฐ์ ได้ก้มลงกราบเท้ามารดาทันที โดยมารดาได้นำน้ำมนต์มาพรมที่ศีรษะให้นายพิสิษฐ์เป็นการปลอบขวัญด้วย หลังจากนั้นนายพิสิษฐ์ มารดา และภรรยา ได้นำพวงมาลัยเข้ามอบให้กับ พ.ต.อ.ดุษฎี เพื่อเป็นการขอบคุณที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ และคืนความบริสุทธิ์ให้กับครอบครัว

นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ อดีตผู้ต้องหาขโมยเพชร 15 ล้าน ได้มาเปิดเผยความรู้สึกผ่านรายการต่างคน ต่างคิด ออกอากาศเวลา 18.45 น.ว่า รู้สึกสบายใจขึ้นหลังจากทางศาลพิพากษายกฟ้อง โดยตลอดระยะเวลา 7 เดือน 10 วันที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำนั้นทรมาน ซึ่งช่วง 2 เดือนแรกที่เข้าไป ตนนอนร้องไห้ทุกคืน เพราะรับไม่ได้กับสิ่งที่ประสบพบเจอ พร้อมพูดว่า “ทำไมต้องมารับกรรมเช่นนี้”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา ตนถูกจับตัวไปขณะที่กำลังเตรียมจะขายของที่ จ.นครพนม โดยถูกพาไปที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม โดยตำรวจที่มาจับกุมได้ปิดตาและทำร้ายร่างกาย พร้อมถามว่า “เอาเพชรไปไว้ไหน” แต่ตนยืนยันว่าไม่รู้เรื่องและไม่ได้เอาไป สุดท้ายได้เสนอขอวิดีโอคอลกับคุณบุญญรัตน์ เจ้าของเพชร เพื่อให้เห็นหน้าตาว่าผู้ที่ขโมยทรัพย์สินไปไม่ใช่ตน แต่คุณบุญญรัตน์กลับพูดเพียงว่า “มึงเอาเพชรกูไปทำไม”

อย่างไรก็ตาม นายพิสิษฐ์ บอกว่า ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ต้องมีจับผู้ร้ายตัวจริงให้ได้ และอยากให้ทางเจ้าหน้าที่หาหลักฐานให้พร้อมเสียก่อน พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ให้การช่วยเหลือทำให้ตนพ้นผิด และไม่คิดที่จะฟ้องร้องเอาผิดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด

ส่วน นวลนาง สุวรรณพิมพ์ และดารีวรรณ พ่อวงศ์ มารดาและภรรยา ของนายพิสิษฐ์  เปิดเผยว่า ภายหลังจากนายพิสิษฐ์ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำ ขณะนั้นครอบครัวเป็นทุกข์มาก เนื่องจากคิดว่านายพิสิษฐ์ไม่ผิด แล้วเรื่องดังกล่าวเข้าใจว่าไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกตนอย่างแน่นอน หากไม่มีใครได้เจอกับตัวก็จะไม่รู้ หากถามว่าทางครอบครัวมีความคิดที่จะฟ้องใครหรือไม่นั้น ทางครอบครัวนายพิสิษฐ์บอกว่า พวกตนไม่ได้คิดจะฟ้องร้องใคร แค่นายพิสิษฐ์ได้ออกมาจากเรือนจำก็ดีใจมากเพียงพอแล้ว พร้อมขอบคุณทีมงานกระทรวงยุติธรรม

ทางด้าน ณัชพล สุพัฒนะ ประธานชมรมมิตรภาพพิทบูล เปิดเผยว่า ตนคิดว่าสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องออกมารับผิดชอบ และอยากให้ทางนายพิสิษฐ์ฟ้องร้องกับทางเจ้าหน้าที่ เนื่องจากตำรวจเป็นผู้กระทำผิด

ว่าที่ร้อยตรี ศักดิ์ศิริ สวัสดิโภชา ทนายความ เปิดเผยว่า หลักฐานที่ทางเจ้าหน้าที่ได้เก็บรวบรวม คือหลักฐานเลขที่บัตรประชาชนในการยื่นขอจดทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ ที่ตรวจสอบพบว่าจดทะเบียนในชื่อของนายพิสิษฐ์เป็นหลักฐานสำคัญในการขออนุมัติหมายจับ เนื่องจากพบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าสำเนาบัตรประชาชนของนายพิสิษฐ์ถูกนำไปใช้ในการยื่นจดทะเบียนขอหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นหมายเลขที่คนร้ายที่มีนามสมมติว่านายแดง นำไปใช้ติดต่อกับคุณบุญญรัตน์ก่อนที่จะก่อเหตุวิ่งราวเพชร ส่วนโทรศัพท์ที่นายพิสิษฐ์ใช้งานจริงเป็นอีกหมายเลขหนึ่ง

นอกจากนี้ ทนายความ บอกว่า คดีดังกล่าวปรากฎหลักฐานสำคัญว่า ขณะที่นายพิสิษฐ์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สำเนาบัตรประชาชนของนายพิสิษฐ์ก็ถูกนำไปใช้จดทะเบียนเปิดใช้งานซิมการ์ดอีกหมายเลขหนึ่ง จึงน่าเชื่อว่าสำเนาบัตรของนายพิสิษฐ์ถูกคนร้ายนำไปใช้จดทะเบียนซิมการ์ด สำหรับประเด็นดังกล่าวตนมองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจผิดพลาดตรงที่ไม่ได้ตรวจสอบลายนิ้วมือที่จุดเกิดเหตุ เพราะถ้าหากตรวจสอบลายนิ้วมือก็สามารถหาผู้กระทำผิดได้

ทั้งนี้ ทนายความยังบอกอีกว่า ในเมื่อคุณบุญญรัตน์เจ้าของเพชรได้เจอกับผู้กระทำผิดตัวจริง แต่ทำไมกลับชี้ผู้กระทำผิด โดยก่อนหน้านี้คุณบุญญรัตน์เคยชี้ตัวผู้ต้องหาคดีหนึ่งแต่กลับชี้ผิดตัว ส่วนคดีดังกล่าวน่าสนใจตรงที่หากเพชรที่ซื้อไปนั้นได้ทำประกัน เวลาจะนำเพชรไปขายให้ใครก็ต้องโทรศัพท์แจ้งประกัน แต่คุณบุญญรัตน์กลับไม่แจ้งประกัน แต่เมื่อเพชรดังกล่าวหายจึงต้องหาผู้ที่ขโมยให้ได้ เนื่องจากหากหาผู้กระทำความผิดไม่ได้ก็จะไม่ได้เงินคืน

หมู่บ้านที่ได้มีการนัดซื้อขายเพชร

สำหรับเรื่องราวดังกล่าว เกิดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งแขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร นายพิสิษฐ์ได้มีการนัดผู้กล่าวหา (คนที่แจ้งความ) เข้ามาซื้อขายเพชร ที่บ้านและได้ทำทีเอาเพชรออกมาส่องแดด หลังจากนั้นก็ฉวยโอกาสขโมยไป มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท และขังผู้กล่าวหาไว้ในบ้าน แต่วันที่เกิดเหตุนายพิสิษฐ์ และครอบครัวอยู่บ้านที่ จ. นครพนม โดยมีหลักฐานว่าไปส่งลูกชายที่ รร.และหลักฐานการเข้ารักษาฟันกับทางคลีนิคที่ จ.นครพนม

keyboard_arrow_up