แฉ! แม่น้องพร ใส่ชุดข้าราชการจนเหยื่อเชื่อ สูญเงินแสน อ้างฝากเข้าทำงาน อบต. (คลิป)

จากกรณี 13 เจ้าบ่าวผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดี น.ส.จริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ หรือพร บัวใหญ่ อายุ 32 ปี ในข้อหาฉ้อโกง โดยทั้งหมดระบุตรงกันว่ารู้จักกับ น.ส.จริยาภรณ์ ผ่านทาง เฟซบุ๊ก จนมีความสัมพันธ์และแต่งงานกัน เสียค่าสินสอดนับแสนบาท บางรายถูกฝ่าย ผู้หญิงบอกว่าท้อง จึงต้องยอมแต่งงาน แต่พออยู่กินกันไปได้สักพัก น.ส.จริยาภรณ์ หนีหายไป ก่อนบรรดาเจ้าบ่าวจะเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปราม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

นางสาวสุกัญญา ปะระไทย หนึ่งในผู้ที่ถูกนางสาวจริยาภรณ์ หลอกลวง

ล่าสุด วันนี้ (11 ก.ย.) ทีมข่าวได้พูดคุยกับ นางสาวสุกัญญา ปะระไทย หรือปู อายุ 30 ปี หนึ่งในผู้ที่ถูกนางสาวจริยาภรณ์ หลอกลวง เปิดเผยข้อมูลให้ฟังว่า เมื่อช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ปี 2555 น.ส.จริยาภรณ์ สีโต หรือนิ่ม ได้ขอเบอร์โทรศัพท์ตนจากเพื่อนอีกคนที่ถูกหลอกเหมือนกับตนมา แล้วก็โทรศัพท์มาตน ตอนนั้นก็สงสัยว่าใครเป็นคนโทรมา โดยน.ส.จริยาภรณ์ก็ได้แนะนำตัวพร้อมบอกว่า เธอทำงานอยู่ที่สำนักงานเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดเลย ตำแหน่งนักพัสดุ จึงอยากชักชวนให้ตนเข้าทำงานที่เทศบาลดังกล่าวในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ซึ่งยอมรับว่าตอนนั้นตนสนใจ เพราะตอนนั้นคือตกงาน ไม่มีเงิน เมื่อตนตอบตกลง น.ส.จริยาภรณ์ก็บอกว่าต้องให้เงินจำนวน 100,000 บาท เพื่อเป็นค่าเข้าทำงาน ตอนนั้นก็ไม่ได้เอะใจอะไร คิดเพียงว่าอยากมีงานทำเท่านั้น แต่ตอนนั้นยังไม่ได้โอนเงินให้เพราะไม่มีเงิน

ภาพแม่และพ่อของนางสาวจริยาภรณ์ที่สวมชุด เครื่องแบบราชการ

หลังจากนั้นไม่ถึงสัปดาห์ เพื่อนตนที่ถูกน.ส.จริยาภรณ์เข้าทำงานด้วยก็ได้โทรศัพท์มานัดตนให้ไปหาน.ส.จริยาภรณ์เป็นเพื่อน เพื่อจะให้เงินแก่น.ส.จริยาภรณ์จำนวน 7 หมื่นบาท เมื่อไปถึงตนก็เห็นว่าน.ส.จริยาภรณ์อยู่กับพ่อแม่ และทุกคนก็สวมเสื้อและเครื่องแบบราชการ จึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเองว่าไม่ถูกหลอกแน่ เมื่อเพื่อนตนให้เงินเสร็จ ตนก็บอกน.ส.จริยาภรณ์ว่าตนยังไม่มีเงินแล้วจะทำการโอนเงินให้ภายหลัง แล้วจึงทำการแยกย้าย

พอผ่านไปได้ 2-3 วัน น.ส.จริยาภรณ์ก็ได้โทรศัพท์มาหาตนให้นัดเจอกันเพื่อที่จะให้ตนนำสำเนาเอกสารบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สำเนาวุฒิ ที่จำเป็นต้องใช้ในการสมัครงานมามอบให้ แต่ตนก็ยังไม่ได้ให้เงินอีก เพราะแม่ตนยังหากู้เงินไม่ได้ จนมาอีกครั้ง น.ส.จริยาภรณ์ ก็ได้ทำการโทรนัดตนให้มาเจอที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แต่ครั้งนั้นเป็นการนัดเจอกันเพื่อที่จะมอบเงิน แต่ตนก็ยังยืนยันกับน.ส.จริยาภรณ์คำเดิมว่าไม่มีเงินจะให้ เจ๊พรเลยบอกว่าให้ตนรีบหามา เดี๋ยวจำทองให้ก่อน หลังจากนั้นแม่ตนก็ไปกู้ยืมคนอื่นมาเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท แล้วก็ทำการโอนเงินเข้าบัญชีโดยชื่อบัญชีว่า น.ส.จริยาภรณ์ สีโต ก่อนที่ น.ส.จริยาภรณ์บอกอีกว่าให้โอนมาเพิ่มอีก 30,000 บาท ซึ่งตนก็โอนเงินไปให้ โดยเงินก็ขอพ่อมา

ผู้สื่อข่าวพูดคุยกับนางสาวสุกัญญา ปะระไทย

ภายหลังเพื่อนตนได้โทรศัพท์มาบอกว่า คิดว่าน่าจะถูกน.ส.จริยาภรณ์หลอก เพราะเริ่มจับพิรุธได้ก็เลยตัดสินใจไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และนางสาวจริยาภรณ์ก็ถูกจับกุมตัว ภายหลังได้มีคนเข้ามาประกันตัวซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ประกันตัวออกไป ซึ่ง น.ส.สุกัญญา ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่เธอเชื่อน.ส.จริยาภรณ์เพราะเป็นคนพูดจาดี ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งที่ตนออกมาพูดวันนี้เพราะไม่เชื่อว่าพ่อแม่ของน.ส.จริยาภรณ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากเวลามีการมอบเงินให้น.ส.จริยาภรณ์พ่อแม่ก็จะเดินทางมาด้วย และคิดว่าพ่อแม่รู้ว่าลูกทำพฤติกรรมเช่นนี้

สุดท้ายนี้ ตนอยากบอกกับน.ส.จริยาภรณ์ว่า อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนเลย ซึ่งน.ส.จริยาภรณ์มีวาทะศิลป์ที่ดี แต่กลับใช้ในทางที่ผิด แล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีกด้วย

นางสาวอาภาภรณ์ ทองปั้น ผู้เสียหาย

ขณะที่ นางสาวอาภาภรณ์ ทองปั้น ผู้เสียหายที่ถูกน.ส.จริยาภรณ์ แอบอ้างว่าสามารถพาเข้าทำงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดเลย ในตำแหน่งพนักงานชั่วคราว สัญญาจ้าง 1 ปีได้ แต่ต้องเสียค่าทำสัญญา 1 แสนบาท แต่เมื่อจ่ายเงินครบตามจำนวน กลับไม่สามารถติดต่อนางสาวน้ำมนต์ได้ จึงไปแจ้งความที่สภ.นาแห้ว ก่อนที่จะถึงศาลและไกล่เกลี่ย คราวนั้นนางสาวน้ำมนต์ของใช้เงินคืนเดือนละ 3,000 บาท แต่เมื่อใช้เงินคืนได้เพียง 3 เดือนก็หายไปไม่สามารถติดต่อได้ จนมาพบอีกครั้งว่าเที่ยวไปหลอกคนทั่วไปมีผู้เสียหายนับสิบราย

น.ส.อาภาภรณ์ บอกด้วยว่า จากที่เคยพบนางสาวน้ำมนต์ และครอบครัวดูมีฐานะ น่าเชื่อถือ ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถฝากเข้าทำงานได้จริง แต่เมื่อรู้ว่าถูกหลอกก็เสียใจเพราะเงินแสนบาทที่ยืมมายังต้องใช้ดอกเบี้ย แต่เมื่อรู้ว่าน.ส.น้ำมนต์ถูกจับก็ดีใจ และยังหวังว่าจะได้เงินคืนบ้าง เพราะต้องการไปใช้หนี้ที่หยิบยืมมา

นายปราเมศ นะโส ผู้เสียหาย

ขณะที่ นายปราเมศ นะโส ชาวจังหวัดชลบุรี ผู้เสียหายคนล่าสุด ที่ถูกนางสาวจริยาภรณ์ บัวใหญ่ หลอกให้แต่งงาน โดยขอสินสอดเป็นเงิน 250,000 บาท ทองคำ 2 บาท น้องพรอ้างว่าท้องกับตน หลังรู้จักกันได้ไม่นาน ซึ่งตนรู้จักกับน้องพร ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อช่วงวันลอยกระทงปีที่ผ่านมา 1 เดือนถัดมา น้องพรได้ลงมาหาที่จังหวัดชลบุรี และมีความสัมพันธ์กัน โดยน้องพรได้พาไปดูไร่แก้วมังกร ที่จังหวัดนครราชสีมา อ้างว่าต่อไปจะเป็นธุรกิจของครอบครัว และชวนร่วมลงทุน แต่คราวนั้นตนยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงทุนตามที่น้องพรเสนอ เนื่องจากยังไม่มีทรัพย์สินมากนัก ต่อมาจึงแจ้งให้ทราบว่าท้อง และต้องการให้รับผิดชอบโดยให้หาเงินมาแต่งงานในวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่บ้านในพื้นที่คลอง 3 จังหวัดปทุมธานี และเมื่อโอนเงินทั้งหมดให้กลับติดต่อน้องพรไม่ได้อีกเลย
ซึ่งนายปราเมศ บอกว่า ตนเกิดความสงสัยว่า ว่าที่เจ้าสาวหายตัวไป จึงเริ่มสืบหาจากเฟซบุ๊ก จนพบว่า หญิงคนหนึ่งเจ้าของร้านเสริมสวย ที่จังหวัดอุบลราชธานี โพสต์ข้อความถึงพี่สะใภ้ซึ่งคือน้องพร ตนจึงทักข้อความไปหาว่าหากกลับบ้านจะพาแฟนไปทำผม จนเกิดการโต้เถียงกันเกิดขึ้น อีกทั้งหญิงรายดังกล่าวเย้ยหยันตนกลับมาว่า ที่ไม่ได้แต่งงานกับน้องพร คงเป็นเพราะให้สินสอดน้อยกว่าพี่ชายของเธอ คือ เงินสด 4 แสนบาท ทองคำ 4 บาท เมื่อได้ฟังการโต้ตอบดังนั้น จึงข่มขู่กลับไปว่าจะนำปืนไปยิง ทั้งๆที่ความจริงไม่มีอาวุธปืนในครอบครอง เพียงแต่พูดไปเพราะโมโห แต่เมื่อได้ทราบความเป็นจริงทั้งหมดก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่คาดคิดว่าจะถูกหลอก อีกทั้งยังเจ็บใจที่ถูกน้องพรกล่าวหาต่อหน้าสื่อว่าพวกผู้ชายที่ถูกหลอกนั้นโง่ และหวังในทรัพย์ของเธอเอง

นายปราเมศ ยังบอกด้วยว่า เชื่อว่าผู้เสียหายที่ถูกน้องพรหลอกยังไม่หมดเท่านี้ น่าจะมีอีกมากต้องการให้ออกมาบอกความจริงเพื่อหวังเอาผิดสาวแสบรายนี้ อีกทั้งเชื่อว่าที่น้องพร สามารถหลบหนีคดีหลอก 2 สาวที่จังหวัดเลยสมัครงานและสวมรอยใช้บัตรนางสาวสร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ได้ นั้นมีผู้มีอำนาจในระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้การช่วยเหลือ ซึ่งน้องพร เคยบอกกับเขาว่าเธอมีคนมีสีคอยดูแลคดีการใช้เอกสารปลอมที่เคยมีข้อพิพาทตั้งแต่ปี 2555

นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ

ด้านนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ เปิดเผยว่า ได้ยื่นเอกสารให้กองปราบปราม ตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าเชื่อมโยงถึงใครบ้าง รวมถึงการเปิดบัญชีในชื่อบุคคลอื่น การลงลายมือชื่อนั้นมีการลงชื่อใคร และอีกประเด็นที่น่าจับตามองคือการทำบัตรประชาชนใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อของทั้งนางสาวจริยาภรณ์ และนางสาวสร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ที่มีการทำบัตรประชาชนใหม่ถึง 7 ครั้ง โดยอ้างเปลี่ยนแปลงที่อยู่ และบัตรหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และนายอำเภอเมืองเลย ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นไปได้อย่างไรที่มีการเปลี่ยนบัตรประชาชนทุกปี

ส่วนกรณีที่พ่อแม่ของนางสาวจริยาภรณ์ อ้างว่าไม่เกี่ยวข้อง มองว่า ตามปกติวิญญูชนไม่มีใครยอมรับหากไม่จำนนด้วยหลักฐาน แต่หากคนทั่วไปเห็นภาพแต่งงานซ้ำๆ จะเชื่อหรือไม่เป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนและประชาชนว่าจะเชื่อถืออย่างไร

 

keyboard_arrow_up