บุกบ้านสาวแสบหลอกแต่งหนุ่ม อึ้งเดือนเดียวลวงเหยื่อ2ราย – พ่อแม่ปัดร่วมโกงสินสอด (คลิป)

จากกรณีในโลกออนไลน์มีการแชร์เรื่องราวของหนุ่มหลายคนที่ถูก น.ส.พร (นามสมมติ) หลอกให้แต่งงาน พร้อมอธิบายว่าหญิงรายนี้ก่อเหตุมาหลายครั้ง โดยการแอบอ้างชวนทำธุรกิจค้าผลไม้ ก่อนนำไปสู่การจัดงานแต่ง แล้วถูกเชิดเงินหนี

คุณแมน ผู้เสียหาย

ล่าสุด วันนี้ (1 ก.ย.) คุณแมน ผู้เสียหาย ได้เปิดเผยเรื่องราวของตนในรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ออกอากาศทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 14.15 น. ว่าน.ส.พร (นามสมมติ) หลอกลวงด้วยเช่นกัน สูญสินสอดกว่า 5 แสนบาท แต่ยังไม่ทันได้แต่งงานแต่อย่างใด เผยว่า ตนเริ่มคุยกับน.ส.พรนี้ประมาณ ช่วงก.ย.59 ผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งตนเห็นน.ส.พรลงรูปทำงานเกี่ยวกับการรับซื้อผลไม้ตามฤดูกาล แล้วนัดเจอกัน แล้วมาพบกันโดยน.ส.พรได้มาหา จากนั้นคุยกันจนกระทั่งน.ส.พร เอ่ยปากว่า หากต้องการให้พ่อแม่ตนเห็นว่าผมไม่ได้มาหลอก ตั้งใจสร้างครอบครัวให้มั่นคง ให้มาลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน แล้วตนก็ร่วมวางเงินลงทุนด้วย แล้วตนก็ตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อมาทำธุรกิจ และโอนเงินค่าสินสอดให้อีก ต่อมาประมาณเดือนกุมพาพันธ์น.ส.พรอ้างว่าไปดูดวงมา บอกดวงไม่ดี จึงเลื่อนงานแต่งออกไป

หลังจากนั้นตนและครอบครัวทราบแน่ชัดว่าถูกหญิงสาวรายนี้หลอก ทำให้ครอบครัวที่เคยมีหวังจะมีธุรกิจกลับต้องพบกับหนี้สินที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนทำให้ผู้เป็นพ่อตรอมใจ และล้มป่วยลงประกอบกับมีโรคประจำตัวทำให้อาการทรุดหนักและเสียชีวิตเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนตัวต้องการให้หญิงมิจฉาชีพรายนั้น เข้าขอขมาหน้ารูปศพผู้เป็นพ่อ เพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้เป็นพ่ออาการทรุดหนัก

คุณแมน บอกด้วยว่า ตนได้วางแผนล่อซื้อทุเรียนจากน.ส.พร เมื่อพบตัวจึงพากันไปที่ สภ.แกลง จ.ระยอง แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความให้กลับไปแจ้งที่สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี ท้องที่เกิดเหตุ ระหว่างการพูดคุยกับน.ส.พรอ้างตัวว่าเวียนศีรษะ อยากอาเจียน ตำรวจจึงให้ลงไป แต่น.ส.พร กลับสะบัดมือและผลักผู้เสียหายจนล้มลงและวิ่งหนีไป ทำให้ไม่สามารถติดตามตัวได้ ซึ่งเชื่อว่าระหว่างทางหญิงคนดังกล่าวน่าประสานให้ขบวนการมารับในจุดเกิดเหตุ

บ้านพักย่านคลอง 3 ถนนรังสิต-นครนายก น.ส.พร (นามสมมติ)

ขณะที่ทีมข่าวเดินทางไปที่บ้านพักย่านคลอง 3 ถนนรังสิต-นครนายก น.ส.พร (นามสมมติ) จัดงานแต่งงานที่บ้านแห่งนี้ถึง 2 ครั้ง ในช่วงวันที่ 5 และ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา พบบ้านถูกปิดเงียบ โดยบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านหรู 2 ชั้น สอบถามเจ้าของบ้านให้ข้อมูลว่า ได้ประกาศให้เช่าบ้านหลังนี้บนเว็บไซต์หนึ่ง ซึ่ง น.ส.พร ได้ติดต่อขอเช่าในราคา 23,000 บาทต่อเดือน โดยจ่ายมัดจำ 40,000 บาท ทั้งนี้ น.ส.พรเช่าเพียง 2 เดือนก่อนย้ายออกไป โดยนำช่างมาถอดเครื่องปรับอากาศของตน 3 เครื่อง และยกเครื่องซักผ้าที่เพิ่งซื้อให้ใช้ไปด้วยอีก 1 เครื่อง

นางมณฑิรา วงศ์แสงทอง เพื่อนบ้านใกล้เคียง

นางมณฑิรา วงศ์แสงทอง เพื่อนบ้านใกล้เคียง เผยว่า ที่ผ่านมาเคยเห็นบ้านนี้จัดงาน 2 ครั้ง ตนเข้าใจว่าเป็นงานแต่งงาน 1 ครั้ง ช่วงวันที่ 5 พ.ค.60 และอีกครั้งหนึ่งช่วงปลายเดือน คิดว่าจัดงานทำบุญบ้าน เพราะไม่เห็นบ่าวสาว แต่ทั้ง 2 ครั้ง ก็จะเห็นบ้านมีแขกสูงอายุแต่งชุดผ้าไหม นั่งรถตู้มาร่วมงาน

ทั้งนี้ ยอมรับว่าไม่เคยพูดคุยกับหญิงรายนี้ เพราะมนุษยสัมพันธ์ไม่ดี และไม่ทราบว่ามาอยู่กับใคร แต่จะเห็นอยู่คนเดียว โดยเกือบทุกวันเสาร์อาทิตย์บ้านนี้จัดงานสังสรรค์อยู่บ่อยครั้ง มีญาติ ๆ มากินเลี้ยงกัน ยอมรับด้วยว่าเคยรู้สึกรำคาญ เพราะส่งเสียงดัง

ส่วนวันที่เขาย้ายออกช่วงปลายเดือนพ.ค. ตนเห็นมีช่างมาถอดเครื่องซักผ้า ตอนนั้นตนก็คิดว่าเพียงเอาไปซ่อม จนกระทั่งตอนเย็นมีคุณตาข้างบ้านมาเรียกไปดูว่าเครื่องปรับอากาศก็ถูกถอดไปเช่นกัน ตนจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าของบ้านให้ทราบ ส่วนตัวคิดว่าที่ผู้ก่อเหตุมาขนแอร์ออกไป ก็เพราะคงอยากได้เงินมัดจำคืนแต่ก็ไม่ได้ จึงเอาของออกไปด้วย

นอกจากนี้ ทีมข่าวสอบถามบุคคลรายหนึ่งผ่านทางโทรศัพท์ ที่ยอมรับว่าเป็นคนใกล้ชิดครอบครัว น.ส.พร พร้อมยืนยันว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น อีกทั้งไม่ได้ติดต่อกับน.ส.พร มานานแล้ว จึงไม่รู้ว่าปัจจุบันไปอยู่ที่ไหน ยอมรับด้วยว่าเคยไปงานแต่งของน.ส.พร เมื่อนานมาแล้วเพียงงานเดียว และไม่ทราบว่าเขาแต่งงานไปกับผู้ชายกี่คนแล้ว

สำหรับแขกที่มาร่วมงานแต่ง ครั้งที่ตนเคยไปร่วมด้วย มีพ่อแม่ของน.ส.พร อยู่ด้วยจริง ซึ่งขณะนี้ทั้งสองคนรู้สึกเสียใจมาก และเชื่อว่าน.ส.พร ต้องไปหลอกลวงพ่อแม่ให้มาร่วมงาน เมื่อเป็นข่าว ตนมีโอกาสได้โทรศัพท์สอบถาม พ่อแม่ ของ น.ส.พร ซึ่งก็ระบุว่าช่างมัน ไม่เป็นไร และค่อนข้างมั่นใจว่าทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เชื่อว่าเงินที่ได้มาน่าจะนำไปปรนเปรอตัวเองอย่างเดียว ด้านนิสัยของ น.ส.พร เป็นคนไม่ค่อยพูดเรื่องส่วนตัว และค่อนข้างกล้าได้กล้าเสียตั้งแต่เด็ก

ทีมข่าวลงพื้นที่บริเวณตลาดไท

นอกจากนี้ทีมข่าวลงพื้นที่บริเวณตลาดไท อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งน.ส.พร มักจะอ้างกับผู้เสียหายว่าเปิดแผงขายผลไม้อยู่ในพื้นที่ อีกทั้งเคยถูกออกหมายจับ ฐานฉ้อโกง จากการสั่งทุเรียนและไม่ยอมจ่ายค่าสินค้า มูลค่ากว่า 3 แสนบาท ซึ่งได้รับคำยืนยันจากผู้ค้าในพื้นที่ว่าไม่เคยพบเห็น หรือรู้จักกับหญิงรายนี้เลย สอดคล้องกับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของตลาด ยืนยันว่าไม่มีชื่อของ น.ส.พร มาขายของในพื้นที่

เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบที่บ้านของน.ส.พร ที่จังหวัดเลย

ขณะที่ พ.ต.ต.บัญชา ศรีสร้อย สารวัตรสืบสวนสอบสวนสภ.วังสะพุง นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบที่บ้านของน.ส.พร ผู้ต้องหาพร้อมนำหมายจับคดีค้างเก่าฐานนำบัตรเอทีเอ็มของผู้อื่นไปกดเงินของ สภ.หนองหญ้าปล้อง อ.วังสะพุง ไปแสดงต่อผู้ต้องหาด้วย

เมื่อเดินทางไปถึง ไม่พบผู้ใดอยู่ภายในบ้าน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่บ้านสวนของพ่อผู้ต้องหาพบนางเหมียว (ขอสงวนชื่อจริง) อายุ 40 ปี พี่สาวคนโต ให้การกับตำรวจว่าไม่ได้ติดต่อกับน.ส.พร มาตั้งแต่ปี 2557 โดยก่อนหน้านั้นได้มีปัญหาทะเลาะกันเรื่องเงินน้องสาวยืมไป10,000แต่ไม่ใช้หนี้

ด้านเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เปิดเผยว่า ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2560 มีชายสองที่เคยตกเป็นเหยื่อของน.ส.พร หลอกให้แต่งงานด้วยรายหนึ่ง มาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ และอีกรายหนึ่งมาจากจังหวัดยโสธร ให้พาไปตามเอารถกระบะที่น.ส.พร นำมาด้วยหลังแต่งงาน ซึ่งได้นำมาให้พ่อขับที่บ้าน เจ้าหน้าที่ก็ได้ติดตามกดดันจนพ่อคืนให้ได้สำเร็จ1 คันแต่รถกระบะป้ายแดงอีกหนึ่งคันที่เป็นของชายชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ยังไม่ได้คืน

keyboard_arrow_up