เสี่ยร้านลาบกระทืบลุง ฉุนให้ญาติทำงาน 1 วันไถเงินเดือน แถมแจ้ง ตม. จับลูกน้องพม่า (คลิป)

วันที่ 22 พ.ย. 62 ความคืบหน้ากรณีมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ชายฉกรรจ์ 3 คน บุกล็อกแขนชายสูงวัยรายหนึ่งลงจากรถเก๋งส่วนตัว แล้วรุมชกต่อย กระทืบ เตะซ้ำ จนลงไปนอนกับพื้นแล้วยังเตะเสยหน้าอย่างโหดร้าย ล่าสุดตำรวจรู้ตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดแล้ว พร้อมออกหมายเรียกเพื่อสอบปากคำ

ภาพจากคลิปขณะเกิดเหตุ
ภาพจากคลิปขณะเกิดเหตุ

นายสมบัติ นิยมมาก อายุ 52 ปี ผู้ที่ถูกทำร้าย เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุเป็นเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งไม่จ่ายค่าจ้างให้กับพี่สาวของแฟน เพียงเพราะว่าขอลาออกเพื่อกลับไปดูแลแม่ที่ป่วยอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งในตอนนั้นเจ้าของร้านไม่ยอมให้เงินเดือนเดือนสุดท้าย ตนเองจึงเข้าไปพูดคุยเพื่อขอเงินค่าจ้าง แต่ผู้ก่อเหตุไม่ยอม ตนเองจึงนำเรื่องไปแจ้งความ และยื่นหนังสือแจ้งกองตรวจคนเข้าเมือง กระทั่งเจ้าหน้าที่ ตม. ติดต่อกลับว่าให้ตนเองและฝ่ายผู้ก่อเหตุเข้ามาพูดคุยไกล่เกลี่ยกันในวันที่ 21 พ.ย. กระทั่งเมื่อวานนี้ตนเองได้เป็นตัวแทนของพี่สาวแฟนเข้าไปพูดคุยกับฝ่ายผู้ก่อเหตุ ซึ่งระหว่างพูดคุยไกล่เกลี่ยก็พูดคุยด้วยดี โดยฝ่ายผู้ก่อเหตุได้คืนเงินค่าจ้างให้เป็นจำนวนเงิน 4,500 บาท

นายสมบัติ นิยมมาก ผู้ที่ถูกทำร้าย

หลังจากนั้นตนเองก็แยกย้ายเพื่อที่จะเดินทางกลับ ระหว่างทางมีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งขี่มาจอดขวางหน้า ก่อนที่ผู้ก่อเหตุที่ขับรถกระบะตามมาปิดท้ายรถตนเองจะลงมาเคาะประตูเรียกให้ตนเองลงรถมาคุย เมื่อลงมาผู้ก่อเหตุก็พูดกับตนเองสั้น ๆ ว่า “เสือก แจ้งความทำไม” และชกต่อยตนเองแบบไม่ยั้ง ในตอนนั้นตนเองไม่ได้พูดหรือต่อสู้อะไร กระทั่งคนที่เห็นเหตุการณ์เริ่มเข้ามาห้าม ผู้ก่อเหตุจึงประกาศเสียงดังว่า “กูอ่ะ เด็กปทุม อย่าเสือก” ก่อนที่ชายกลุ่มนี้จะแยกย้ายขึ้นรถและขับออกไป โดยตนเองไม่คิดว่าผู้ก่อเหตุจะตามมาทำร้าย เพราะระหว่างที่พูดคุยไกล่เกลี่ย ก็ยังคุยกันยิ้มแย้มให้กันดี ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้

นางแหม๊ง ภรรยาของนายสมบัติ

ด้านนางแหม๊ง ภรรยาชาวลาวของนายสมบัติ เปิดเผยว่า พี่สาวของตนเองเคยเป็นพนักงานในร้าน แต่ถูกเบี้ยวค่าจ้าง เนื่องจากพี่สาวขอลาออกเพราะต้องกลับไปดูแลแม่ที่ป่วย แต่เจ้าของร้านซึ่งเป็นภรรยาของผู้ก่อเหตุไม่ยอมให้ค่าจ้างเดือนสุดท้าย ซึ่งรวมเป็นจำนวนเงิน 4,500 บาท พี่สาวของตนเองจึงขอให้สามีช่วยเป็นธุระแจ้งความเพื่อขอเงินค่าจ้างคืน กระทั่งเมื่อ 3 วันก่อนเจ้าหน้าที่ ตม. ได้ติดต่อมาหาสามี เพื่อนัดไปพูดคุยกับฝ่ายเจ้าของร้าน จากนั้นตนเองกับสามีก็เดินทางเพื่อจะกลับบ้าน ในตอนนั้นยอมรับว่ากลัวเจ้าของร้านจะไม่พอใจและตามมาทำร้าย จึงพูดคุยปรึกษากับสามี แต่ด้านสามีเป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดว่าคงไม่มีอะไร กระทั่งเมื่อขับรถออกมาได้ไม่ถึง 10 นาที ก็เกิดเหตุดังกล่าว ในตอนนั้นตนเองทั้งตกใจและกลัวมาก เพราะมีลูกน้อยอยู่ด้วย

โดยนางแหน๊งยังบอกอีกว่า ไม่คิดว่าคู่กรณีจะทำร้ายสามีขนาดนี้ เพียงเพราะเงินค่าจ้าง 4,500 บาท ที่ตนเองอยากจะขอเอาส่งกลับไปให้พี่สาวรักษาแม่ พร้อมตัดพ้อทั้งน้ำตาว่าอยากให้อีกฝั่งมองย้อนกลับไปบ้างว่า ถ้าพ่อแม่ของอีกฝ่ายป่วยก็ต้องอยากกลับไปดูแลไปรักษาพ่อแม่ให้หาย พี่สาวตนขอลาออกไปดูแลแม่และขอเงินค่าจ้างคืน ทำไมต้องทำร้ายขนาดนี้

น.ส.แนน (นามสมมติ) น้องสาวผู้ก่อเหตุ

ขณะที่ น.ส.แนน (นามสมมติ) น้องสาวของนายบิ๊ก ผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ย. พี่ชายถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองบุกตรวจที่ร้าน ทำให้แรงงานต่างด้าวทั้งหมด 4 คนถูกจับ เพราะบัตรต่างด้าวอยู่ระหว่างการทำเรื่องเปลี่ยนชื่อนายจ้าง จนพี่ชายต้องขึ้นโรงพักไปเจรจาเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนวันเกิดเหตุพี่ชายตนเข้าไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในซอยที่เกิดเหตุ เพื่อไปเสียค่าปรับ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. ได้นัดฝ่ายผู้แจ้งความจับพี่ชายตนมาด้วย จึงได้เจอหน้ากัน และเสียค่าปรับหลายหมื่นบาท ตอนนั้นพี่ชายตนก็สงสัยว่าทำไมนายสมบัติถึงมาแจ้งจับพี่ชายตน เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จนมาทราบว่าคู่กรณีมีภรรยาเป็นต่างด้าวชาวลาว และพี่สาวของต่างด้าวคนนั้นถูกไล่ออกจากร้านอาหารพี่ชายตนเมื่อ 19 พ.ย. เพราะมีปัญหาเรื่องพฤติกรรม และได้ขอเงินค่าจ้างที่ค้างไว้ แต่ร้านก็แจ้งว่าต้องรอรอบเงินเดือน คือช่วงสิ้นเดือน ยืนยันพี่ชายตนไม่ได้คิดโกง

เหตุผลนี้ทำให้พี่ชายตนถูกแจ้งจับ ทำให้พี่ชายก็ไม่พอใจ เนื่องจากการแจ้งจับครั้งนี้ส่งผลให้กิจการมีปัญหา ร้านเปิดไม่ได้ อีกทั้งต้องเสียเงินค่าปรับ ซึ่งคู่กรณีไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ แต่กลับมาสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวพี่ชายตน โดยระหว่างที่นัดเคลียร์กันอยู่ที่ ตม. คู่กรณีทำสีหน้าแบบลอยหน้าลอยตา พี่ชายของตนซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้อน ก็รู้สึกเหมือนถูกเยาะเย้ยจึงไม่พอใจ เมื่อขับรถออกมาถึงที่เกิดเหตุ ก็มีปัญหาตามในคลิป ตนจึงอยากให้เข้าใจว่าที่พี่ชายทำไปเพราะถูกกระทำก่อน ซึ่งขณะก่อเหตุก็ไม่ได้มีอาวุธ ทั้งหมดเป็นมือล้วน ๆ ที่มือหนักเพราะพี่ชายตนเป็นนักมวยเก่า

อย่างไรก็ตาม พี่ชายอยู่ระหว่างเดินทางกลับจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ครอบครัวไม่ได้เครียดอะไร เพราะรู้ว่าความจริงคืออะไร พวกตนก็ไม่อยากมีปัญหา ครอบครัวเป็นคนทำมาหากิน ตนเองยังไม่คิดเรื่องจะขอโทษอะไร เพราะยังคิดไม่ออกว่าต้องขอโทษไหม

 

 

keyboard_arrow_up