พี่แฉน้องปลอมบัญชี “บิณฑ์” ฮุบเงินบริจาค ญาติจี้จับติดคุก แต่บิณฑ์อภัย จ่อถอนแจ้งความ (คลิป)

จากกรณีนายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายกิจการพิเศษมูลนิธิร่วมกตัญญู ถูกมิจฉาชีพสวมรอยนำภาพพร้อมข้อความการประกาศนำเงินและรับบริจาคไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยใน จ.อุบลราชธานี โดยมีการปลอมแปลงเลขบัญชีธนาคาร เพื่อหลอกลวงผู้มีจิตศรัทธาให้โอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง ก่อนนำไปโพสต์บนโลกสังคมออนไลน์

ล่าสุด วันที่ 17 ก.ย. 62 เพจเฟซบุ๊ก ข่าวนกกระจอก ถ่ายทอดสดขณะที่ บิณฑ์ คุยโทรศัพท์กับผู้ที่ปลอมโพสต์ขอรับบริจาค โดยการพูดคุยในช่วงแรกปฏิเสธว่าไม่ได้แอบอ้าง ซึ่งบิณฑ์ระบุว่าหากไม่ยอมรับ จะแจ้งความดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด จากนั้น สาวปลายสายจึงยอมรับว่ามีการปลอมแปลงเลขที่บัญชีแล้วโพสต์ขอรับบริจาคจริง และจะขอโอนเงินบริจาคคืนให้ทั้งหมด

ทั้งนี้ บิณฑ์ ระบุว่า ขอบใจ และจะไม่ดำเนินคดีพร้อมให้โอกาสผู้ทำความผิด พร้อมให้เจ้าตัวประกาศหน้าเฟซบุ๊กเพื่อชี้แจง และโอนเงินบริจาคกลับคืนมา ทั้งนี้ มียอดเงินประมาณ 5,000 บาท (อ่าน : แถไม่รอด! “บิณฑ์” ไลฟ์เฟซบุ๊ก เคลียร์คนปลอมบัญชีรับบริจาค เจ้าตัวรับผิดพร้อมโอนคืนช่วยน้ำท่วม)

นางน้อย (นามสมมติ) ญาติของผู้ก่อเหตุ

ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี บ้านของ ด.ญ.เบส อายุ 14 ปี ผู้ปลอมแปลงการรับบริจาค และ น.ส.ทราย ลูกพี่ลูกน้อง เจ้าของบัญชีที่แอบอ้างในการรับบริจาค ซึ่ง ด.ญ.เบส หลบหนีออกจากพื้นที่ไปแล้ว นางน้อย (นามสมมติ) อายุ 52 ปี แม่ของ น.ส.ทราย และป้าของ ด.ญ.เบส เปิดเผยว่า ด.ญ.เบส เป็นเด็กชอบหลอกลวง และไม่ได้อาศัยอยู่บ้าน จะชอบไปอยู่ที่บ้านแฟน ซึ่งตนก็กังวลที่ลูกสาวถูก ด.ญ.เบส เอาบัญชีไปใช้ก่อเหตุ ตนยืนยันว่าลูกสาวไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่ได้ใช้เงินที่ได้รับจากการบริจาค เพราะด.ญ.เบส เป็นคนไปกดเงินไปใช้เองทั้งหมด ซึ่งหลังเกิดเรื่อง ด.ญ.เบส ก็เอาบัตรเอทีเอ็มมาคืน และหนีออกจากบ้านไปอยู่บ้านแฟน

นางน้อย ยอมรับว่า รู้สึกเจ็บใจกับ ด.ญ.เบส และอยากจะเอาเรื่อง ด.ญ.เบส ให้ถึงที่สุด เพราะตนอยากให้ลูกสาวตนรอดพ้นความผิด ซึ่งแม้ว่า ด.ญ.เบส ต้องติดคุก ตนก็ไม่สนใจ อีกทั้งต่อให้เจ้าตัวมาขอขมา ตนก็จะไม่อภัยให้

น.ส.ทราย เจ้าของบัญชีที่แอบอ้างรับบริจาค

ด้าน น.ส.ทราย เจ้าของบัญชีที่แอบอ้างรับบริจาค เปิดเผยว่า วันนี้ตอนที่ตนยอมรับสารภาพกับพี่บิณฑ์ เพราะตนต้องการให้เรื่องจบ และยอมรับแทน ด.ญ.เบส เพราะเจ้าตัวไม่ยอมรับสารภาพ ตอนก็รู้สึกกดดันมาก เพราะชื่อบัญชีที่รับเงินเป็นของตน แต่ตนยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็น หรือสมรู้ร่วมคิด ก่อนหน้านี้ ด.ญ.เบส ยืมบัตรเอทีเอ็มและบัญชีตนไปใช้ประมาณเดือนกว่าแล้ว โดยอ้างว่าจะเอาไปใช้ให้แม่ของ ด.ญ.เบส ที่อยู่ต่างจังหวัดโอนเงินมาให้ใช้ ซึ่งประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ด.ญ.เบส ก็ไปกดเงินค่อนข้างบ่อย แต่เจ้าตัวอ้างว่าเป็นเงินที่แม่เขาโอนมาให้ และได้มาจากการขายของออนไลน์ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่

น.ส.ทราย กล่าวต่อว่า ตนถูกคนส่งข้อความมาด่าทอ ซึ่งจากการที่ตนตรวจเช็กบัญชีล่าสุด มีเงินเหลืออยู่ 1,432 บาท แต่ก่อนหน้านี้ตนเห็น ด.ญ.เบส กดเงินไปใช้บางส่วนแล้ว ประมาณ 2000 บาท, 500 บาท และ 750 บาท ซึ่งตนก็เกิดความกังวลมาก เครียดจนร้องไห้ และรู้สึกไม่ดีที่เชื่อใจน้องสาว

ทั้งนี้ ตอนที่ตนยอมรับผิดแทน ด.ญ.เบส ก็ออกอาการดีใจจนยิ้มร่าเริง ทั้งที่ตนกำลังเครียดมาก ตนจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปโรงพักเพื่อกลับคำสารภาพ และจะพูดความจริงกับตำรวจรู้ อย่างไรก็ตาม ตนกลัวจะต้องติดคุก และอยากขอโทษชาวจังหวัดอุบลราชธานีทุกคน ที่ ด.ญ.เบส ก่อเรื่องเช่นนี้

นายวรกร พงศ์ธนากุล ทนายความ

นายวรกร พงศ์ธนากุล ทนายความ เปิดเผยว่า คนที่ปลอมเลขบัญชีรับบริจาคของ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หากมีการโพสต์เฟซบุ๊ก ก็เป็นการโฆษณา ซึ่งข้อหาฉ้อโกงประชาชน มีความผิดทางอาญา ยอมความไม่ได้ โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ทั้งนี้ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ มีการเคลียร์กับผู้ปลอมบัญชี แล้วจะไม่ดำเนินคดีต่อนั้น ในทางคดี หากมีเจตนานำข้อความเท็จเข้าสู่ระบบ เป็นการฉ้อโกงปกติ สามารถยอมความได้ แต่ถ้าหากเป็นข้อหาฉ้อโกงประชาชน ยอมความไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องดูก่อนว่า บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ แจ้งความในข้อหาใดไปก่อนหน้านี้

นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

ล่าสุด นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เปิดใจหลังจัดรายการพิเศษในรายการ “ร่วมใจ พี่น้องไทย ช่วยภัยน้ำท่วม” ว่า ยอดบริจาคล่าสุดในบัญชีของตัวเอง มีกว่า 280 ล้านบาท ตนเองมั่นใจว่าจะทะลุ 300 ล้านบาท และหากรวมกับรัฐบาล ก็น่าจะมีทะลุ 1,000 ล้านบาท

ส่วนประเด็นเด็กที่มีการแอบอ้างบัญชีตนเอง เพื่อเปิดรับบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วม ยืนยันว่าไม่ติดใจ ต้องการให้อภัยเด็กอายุ 14 ปี เพราะอยากให้โอกาสที่จะเติบโตไปทำประโยชน์ให้สังคม แต่ถ้ากลับมาทำแบบเดิมอีก ตนเองก็จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ส่วนจำนวนเงินที่อยู่ในบัญชีของเด็ก ตนเองได้ติดต่อให้เจ้าหน้าที่อายัดไว้ แล้วโอนคืนกลับมาให้แล้ว ก็ถือว่าจบเรื่อง

keyboard_arrow_up