ส่อพลิก! ดราม่าแก๊งค้ายาเผาบ้านยายตาบอด ถูกแฉกลับใช้เด็กมาป่วนบ้านผู้มีพระคุณ (คลิป)

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า “ขุนไกร สไนเปอร์” ได้โพสต์รูปภาพและข้อความระบุว่า พบหญิงชราและหลานชายอาศัยอยู่ที่ศาลาริมถนนตรงข้าม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ต.หนองไม้แดง ขาเข้าเมืองชลบุรี จ.ชลบุรี เพราะถูกคนเผาบ้านจนไม่มีที่อยู่อาศัยต้องมาอาศัยอยู่ภายในศาลา และอาศัยห้องน้ำของวิทยาลัยพลศึกษาที่อยู่ใกล้เคียง

ภาพที่ถูกเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก

วันที่ 30 ส.ค. 62 นางอังชัน แจ้งจำรัส อายุ 68 ปี หญิงชรา เปิดใจว่า หลังเกิดเรื่องบ้านถูกคนตามเผา ตนเองก็ได้พาครอบครัวที่เหลือกันอยู่ 3 คน มีนางสาวเขียว (นามสมมติ) เป็นหญิงตาบอด และหลานชายอายุ 13 ปี โดยออกจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยมานานนับ 38 ปี มาอยู่ที่ศาลาแห่งนี้ เพราะยังไม่มีที่ไป ซึ่งในแต่ละวันตนเองก็จะออกไปรับจ้างและทำความสะอาดห้องน้ำให้กับวิทยาลัยพละ ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก โดยอาศัยเก็บของเก่า เช่น ขวดน้ำ กล่องกระดาษภายในวิทยาลัยออกมาขายเป็นรายได้ซื้อข้าวกินในแต่ละวัน ส่วนคนตาบอดก็จะออกไปที่ตลาดนัดเพื่อขอเศษเงินมาช่วยอีกทางหนึ่ง

นางอังชัน แจ้งจำรัส หญิงชรา

ตอนนี้ยอมรับว่าครอบครัวไร้ที่พึ่ง เพราะยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแล อีกทั้งตนเองต้องการอยากมีบ้านมีที่อยู่อาศัย เพื่อจะได้ทำมาหากิน และส่งให้หลานเรียนต่อให้จบการศึกษาที่สูงกว่า ป.6 เพราะหลานใฝ่ฝันว่าอยากจะรับราชการ ซึ่งหากตนเองมีบ้านก็สามารถที่จะรับจ้างหาเงินส่งหลานชายเรียนต่อตามที่เขาต้องการได้ แต่วันนี้ตนเองกลับถูกกลุ่มคนไม่หวังดีได้ขับไล่ที่ โดยการเผา และทำลายทรัพย์สินที่มีจนมอด ส่วนตัวก็ไม่ทราบว่ากลุ่มคนไม่หวังดีต้องการอะไร เพราะตอนนี้ตนเองก็ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

นางอังชันยังเล่าพร้อมน้ำตาว่า ชะตากรรมที่เจอ แม้ว่าจะถูกคุกคามและขับไล่ที่จากกลุ่มคนบางคน ตนเองยังคงมีกำลังใจดีว่าวันหนึ่งชีวิตจะดีกว่านี้ ยังสามารถลุกขึ้นสู้ แต่ก็มีน้อยใจโชคชะตาบ้าง ครอบครัวของตนเองไม่เคยไปทำอะไรให้กับใคร แต่ทำไมต้องถูกกลั่นแกล้งและถูกขับไล่ พร้อมทั้งอยากจะให้คนที่ไม่หวังดีเลิกก่อความรำคาญ และวุ่นวายกับครอบครัว อยากให้ต่างคนต่างอยู่

นางสาวเขียว (นามสมมติ) หญิงสาวตาบอด

นางสาวเขียว (นามสมมติ) อายุ 50 ปี หญิงสาวคนตาบอด ที่เคยโดนกลุ่มคนไม่หวังดีทำร้ายร่างกาย เปิดใจกับทีมข่าวด้วยความหวาดกลัวว่า ครอบครัวถูกคุกคามโดยกลุ่มคนไม่หวังดี ด้วยเหตุผลต้องการไล่ที่ รวมถึงอยากให้ตนเองไปช่วยค้ายาบ้า โดยเป็นเหตุการณ์ช่วงประมาณต้นปี 2561 มีผู้หญิงคนหนึ่งมาว่าจ้างให้ตนเองเปลี่ยนจากการขอทานโดยให้ถือกระป๋องบรรจุยาเสพติดไปวางในจุดนัดหมาย จากนั้นจะมีคนมาหยิบของออกไป และมีคนเอาเงินมาใส่คืน ซึ่งให้ตนเองนำกระป๋องไปวางและนำกลับมาเท่านั้น โดยหากร่วมมือจะได้เงินว่าจ้างครั้งละ 2,000-3,000 บาท แต่ตนเองตัดสินใจปฏิเสธ เพราะก่อนหน้านี้พ่อแม่และญาติ ๆ เคยทำอาชีพค้ายาเสพติดมากก่อน ตอนนี้ก็ถูกจับไปหมด ตัวเองเห็นเป็นตัวอย่างจึงไม่ทำ อยากทำมาหากินปกติ ไม่อย่กยุ่งกับของผิดกฎหมาย และแม้ว่าจะเอาสิ่งของ เหล้า บุหรี่ รวมถึงทองมาล่อตนเองก็ไม่สนใจ

ลำดับเหตุการณ์

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผู้หญิงคนดังกล่าวเกิดความไม่พอใจ ได้ส่งกลุ่มคนแปลกหน้าเข้ามาข่มขู่และต้องการเผาบ้านเผาเรือน ซึ่งก็มีส่งคนมาหลายครั้ง แต่ก็ทำไม่สำเร็จ จนกระทั่งช่วง ธ.ค. 61 มีชาย 2 คน ใส่หมวกไอ้โม่งปิดบังใบหน้า สวมเสื้อสีขาว ขี่รถมอเตอร์ไซค์มาพร้อมกับแกลลอนน้ำมัน ซึ่งบุกมาที่บ้านช่วงประมาณ 21.00 น. โดยตนเองไม่เห็นใบหน้าเพราะตาพร่ามัว แต่พอจะจำรูปร่างได้บางส่วนว่าเป็นคนอวบ

ภาพจำลองเหตุการณ์

จากนั้นเมื่อบุกมาถึงบ้านก็ได้ไปที่ข้างบ้าน และได้ยินเสียงคล้ายกับคนสาดน้ำบางอย่างใส่ผนัง และได้ยินคนพูดว่า “จุดเลย” ก่อนที่จะได้ยินเสียงคล้ายกับของไหม้ และพบว่าก็มีไฟไหม้เข้ามาในบ้าน ทำให้ตนเองตัดสินใจตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่ผู้ชายที่เข้ามาเผาบ้านก็เข้ามาทำร้ายร่างกายโดยการบีบคอและกระทืบ จนกระทั่งได้รับบาดเจ็บ ทรัพย์สินถูกเผา ก่อนย้ายมาอยู่ข้างทาง

นางสาวเขียว หญิงตาบอดและหลานชาย

ด้านนายเลิศพิสิทธิ์ วิรุฬเจริญ อายุ 30 ปี เจ้าของบ้าน 2 ชั้น ซึ่งถึงระบุว่าเป็นคู่กรณีของหญิงชรา เปิดใจว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอออกไปเป็นการให้ข้อมูลที่บิดเบือน โดยฝ่ายของหญิงชราโจมตีและกล่าวหาบ้านของตนเอง ซึ่งที่ผ่านมาต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครไปกลั่นแกล้ง ขับไล่ที่ และที่สำคัญบ้านของตัวเองไม่เคยส่งคนไปจุดไฟเผา แต่ในทางกลับกัน ครอบครัวของหญิงชรามากกว่าที่ส่งคนมุดรั้วเข้ามาจุดไฟเผาบ้านของตนเอง และโดนแอบเผาหลายครั้ง จนต้องติดกล้องวงจรปิดเพื่อดูพฤติกรรม แต่ยอมรับว่าเป็นการแอบเผาในมุมที่กล้องไม่สามารถบันทึกได้ จึงไม่มีหลักฐาน

นายเลิศพิสิทธิ์ วิรุฬเจริญ คู่กรณี

แต่เหตุการณ์เพลิงไหม้ล่าสุดยืนยันว่าไม่ใช่ฝีมือของบ้านตน หรือการส่งลูกน้องไปเผา แต่เป็นบ้านของหญิงชราที่เผาบ้านตัวเอง เพราะต้องการเผาเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือมีวัตถุประสงค์อื่น ซึ่งหลังจากที่เกิดไฟไหม้ และไฟกำลังจะลุกลามเข้ามาที่บ้าน ตัวเองเป็นคนนำสายยางไปช่วยบ้านของหญิงชราดับไฟ จากนั้นตนเองเป็นคนโทรแจ้งตำรวจและกองพิสูจน์หลักฐานเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งหลังจากที่ตำรวจมาถึงพบว่า ครอบครัวหญิงชราขนข้าวของหนีหายไป ตนเองก็งงว่าทำไมถึงต้องหาย และไม่อยู่รอตำรวจ

ส่วนที่ครอบครัวของหญิงชรากล่าวหาว่าครอบครัวของตนเองเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ขอยืนยันว่าตนเองทำมาหากินโดยสุจริต ไม่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือไปบังคับให้คนตาบอดต้องมาขายยา เพราะต่างคนต่างอยู่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกัน อีกทั้งก็ไม่เคยส่งลูกน้องไปทำร้ายร่างกายคนในบ้านหลังดังกล่าวด้วย

ภาพจากคลิปขณะเพลิงไหม้

ทั้งนี้ นายเลิศพิสิทธิ์ได้ส่งคลิปวิดีโอครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ โดยยืนยันว่าตัวเองเป็นคนช่วยดับไฟ และไม่เคยที่จะส่งคนไปเผา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าจากคลิป ทำไมฝ่ายของครอบครัวหญิงชราไม่อยู่ดับไฟ แต่ปล่อยให้ตนเองดับไฟอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งหากถูกคนลอบเผาบ้านจริง ทำไมไม่ดับไฟและอยู่รอแจ้งความก่อน จะหนีกันไปไหน

keyboard_arrow_up