เปิดโฉมหน้า “แก๊งคนมีสี” อุ้มนักธุรกิจการบินชาวจีน รีดเงิน 20 ล้าน (คลิป)

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.เปิดเผยถึงกรณีที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกอุ้มนายสุรชัย แซ่ย่าง และ นายทรงศักดิ์ วิโรจน์ถาวรกิจ เจ้าของบริษัทท่องเที่ยว คันตาร์ กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา เบื้องต้นตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 8 คน ระหว่างหลบหนีไปจังหวัดนครราชสีมา หลังศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 10 คน เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร 5 คนเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 คน ส่วนอีก 2 คนอยู่ระหว่างหลบหนีแต่คาดว่ายังอยู่ในประเทศไทย

ขณะที่นายทรงศักดิ์ วิโรจน์ถาวรกิจ 1 ในผู้เสียหายที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ในวันเกิดเหตุมีกลุ่มชายฉกรรณ์ เข้าไปขอพบนายสุรชัย แซ่ย่าง โดยไม่มีหมายค้น แต่เนื่องจากตนเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่และเข้าขอตรวจค้นเรื่องความมั่นคงจึงพาเข้าไปพบนายสุรชัย และเมื่อพบตัวกลุ่มชายฉกรรณ์ได้คุมตัวตนเเละนายสุรชัยพร้อมถอดฮาร์ดิสกล้องวงจรปิดทั้งหมดไปด้วย ก่อนจะพาไปขึ้นรถยนต์ และพาไปที่โรงเรียนย่านดอนเมือง เพื่อไปเจราจากับ พล.ต.จรูญ โดยบอกสาเหตุการจับตัวทั้งคู่มาว่า ทั้งคู่มีเอกสารทะเบียนราฎร์และบัตรประชาชนปลอม จึงเจรจาเรียกเงินค่าไถ่ 20 ล้าน

โดย พล.ต.จรูญ ได้มีการต่อรองเหลือ 2 ล้าน เนื่องจากผู้เสียหายไม่มีเงิน ซึ่งก่อนปล่อยตัวตนเองและนายสุรชัยได้ให้เงินสด 1 ล้านบาทเพื่อแลกกับการปล่อยตัว ก่อนที่จะโอนเงินเข้าบัญชีนายโอภาส ศรียา อีก 1 ล้านบาทในวันที่ 17 กรกฎาคม ทั้งนี้นายทรงศักดิ์ ยืนยันว่าไม่ได้รู้จักกับกลุ่มคนร้ายเป็นการส่วนตัว แต่เคยทำธุรกิจร่วมกับหรือไม่นั้นตนเองไม่แน่ใจ

ด้านพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. บอกว่า ต้นสังกัดของกลุ่มคนร้ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งทางวินัยและทางอาญากับกลุ่มผู้ก่อเหตุ

จากการตรวจค้นภายในบ้านของกลุ่มคนร้ายไม่พบหลักฐานอะไรเพิ่มเติม เบื้องต้น กลุ่มผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวไป 5 คน เหลืออีก 3 คน ซึ่งมีหลักฐานการกระทำความผิดชัดเจน ประกอบด้วย นายโอภาส ศรียา ผู้รับโอนเงิน พ.ต.ท.ณัฐกฤษต์ ยุทยา พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. และนายโก๊ะ เต็กชวน ชาวสิงคโปร์ โดยหลังการสอบปากคำเพิ่มเติมเสร็จสิ้นจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ช่วงบ่ายวันนี้

รถยนต์ของกลาง

 

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากทางญาติได้เข้าไปร้องทุกข์ต่อ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงจึงได้สั่งการให้สายตรวจพิเศษ 191 สืบสวนและติดตามจับกุมคนร้าย

หลังรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ขออนุมัติศาลออกหมายจับทั้งหมด 10 คน เป็นตำรวจ 1 คน ทหาร 5 คน พลเรือน 4 คน ประกอบด้วย พลตรี (สงวนชื่อ) สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย, ณัฐกฤษต์ ยุทยา พนักงานสอบสวน กองบังคับการ ปอศ., นายเสาวเดช ศักดิ์กิตตินันท์, นายอภิวัฒน์ ศรีนะพรม, นายเทพพิทักษ์ รัดทะนี, นายทรงวุฒิ เที่ยงธรรม, นายโอภาส ศรียา, นายอุทิศ ก่อแก้ว, นายฐิติกร ชื่นอุรา และนายโก๊ะ เต็ก ชวน ชาวสิงคโปร์ แจ้งข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์และบุกรุก ล่าสุดตามจับกุมได้ 8 คน เหลือ 2 คน

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ก.ค. เวลาประมาณ 12.00 น. กลุ่มชายฉกรรจ์แต่งชุดลายพรางทหาร 4 คน และแต่งนอกเครื่องแบบอีก 5 คนรวม 9 คน บุกเข้าไปหานายสุรชัย แซ่ย่าง ที่บริษัทคันต้า กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด ซอยนวลจันทร์ 34 เขตบึงกุ่ม กทม.

 

นายณัฐกฤษต์ อ้างว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบสังกัด 191 และกองปราบปราม ขอตรวจค้นบริษัทเกี่ยวกับความมั่นคงโดยไม่มีหมาย จากนั้นกลุ่มคนร้ายแสดงเอกสารทะเบียนราษฎรและบัตรประชาชนของนายสุรชัย กล่าวหาว่าทำเอกสารทะเบียนราษฎรและบัตรประชาชนปลอม จากนั้นพานายสุรชัยไปพบผู้บังคับบัญชา ที่ กอ.รมน.ดอนเมือง ขึ้นรถยนต์เล็กซัส ทะเบียน วฉ 1100 กรุงเทพมหานคร ขณะนั่งรถไปมีนายโก๊ะ เต็ก ชวน ชาวสิงคโปร์ เป็นคนขับรถและเป็นล่ามภาษาจีนไปในตัว มีชายใส่เครื่องแบบทหารนั่งประกบ

แต่ก่อนที่จะออกมาจากบริษัทฯผู้เสียหายกลัวไม่ปลอดภัยจึงแจ้งให้นายจีราวัฒน์ ลลิตนาถสิริ พนักงานในบริษัทฯขับรถตามไปด้วย จากนั้นกลุ่มคนร้ายพานายสุรชัยไปที่โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา พบ พล.ต.นายหนึ่ง โดยพูดว่า นายสุรชัยมาจากไหน ได้บัตรประชาชนมายังไง ข่มขู่ว่าทำผิดกฎหมาย กล่อมให้เคลียร์ให้จบ นายโก๊ะ เต็ก ชวน สื่อสารเป็นภาษาจีนกับนายสุรชัยว่า เจ้านายต้องการค่าคุ้มครอง 20 ล้านบาท ด้านนายณัฐกฤษต์เสริมว่า จ่ายๆไปจะได้จบ แต่นายสุรชัยพยายามต่อรองจนเหลือ 2 ล้านบาท สั่งให้นายจีรวัฒน์ขับรถกลับไปเอาเงินไปให้นายโอภาส ศรียา 1 ในกลุ่มคนร้ายที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.ถนนวิภาวดีรังสิต 1 ล้านบาท จึงยอมปล่อยตัวนายสุรชัยออกมา ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ผู้เสียหายให้นายจีรวัฒน์ไปโอนเงินให้คนร้ายอีก 1 ล้านบาท เข้าบัญชีธนาคารชื่อนายโอภาส ศรียา

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ทหารในสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มรีดค่าไถ่นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าผิดก็ต้องจับกุม เพราะทหารจะทำความผิดและทำทุจริตไม่ได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่าทางกองทัพไม่มีการให้ความช่วยเหลือ หากผิดให้ดำเนินการเต็มที่ตามกฎหมาย ซึ่งการดำเนินการทางคดีอาญาจะมีความผิดร้ายแรงกว่าวินัยทหาร เพราะจะไปอุ้มใครนั้นไม่สามารถทำได้.

keyboard_arrow_up