เปิดใจเก๋งทับเด็ก 2 ขวบสาหัส โต้ใจดำ ไม่ช่วยเพราะไม่เห็น – พ่อฉะเลือดเย็น (คลิป)

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์ภาพเหตุการณ์ เด็กหญิงวัย 2 ขวบ 6 เดือน ถูกรถยนต์ทับร่างระหว่างนั่งเล่นอยู่กลางซอย ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งคนขับหลบหนีไปโดยไม่ลงมาดูอาการของเด็กแต่อย่างใด

ภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะเกิดเหตุ

วันที่ 13 ส.ค. 62 ทีมข่าวเดินทางมาที่โรงพยาบาลเพชรเกษม 2 ซึ่ง ด.ญ.เนว อายุ 2 ปี 6 เดือน นอนพักรักษาตัวอยู่ อาการบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส มีแผลฉีกขาดที่แขนซ้าย แผลถลอกที่แก้มซ้าย แก้มขวามีแผลลึก หน้าผากมีแผลถลอก ท้ายทอยมีแผล และขาซ้ายหัก 1 ท่อน หน้าแข่งซ้ายมีลักษณะบิดผิดรูป ต้องใส่เฝือก และรอดูอาการ น้องเนวมีอาการผวา และสะดุ้งอยู่เป็นระยะ และร้องไห้ด้วยความเจ็บทุกครั้งหากรู้สึกตัว พร้อมกับร้องเรียกแม่ และกอดแม่ตลอดเวลา

อาการบาดเจ็บของ ด.ญ.เนว

นายชุติเดช ธนัตถ์กิตติภัค พ่อของเด็กผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลา 18.42 น. ตนอยู่ในบ้าน ลูกสาวเดินออกมาจากบ้านช่วงที่ตนเผลอ จังหวะที่ก้มลงนั้นคาดว่าเยลลี่ในมือลูกหล่นลงกับพื้น ทำให้ลูกก้มเก็บ เป็นเวลาเดียวกับรถเก๋งคู่กรณีขับเลี้ยวมาจากอีกซอยหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เป็นซอยส่วนบุคคล ก่อนขับทับลูกสาวตน แล้วหลบหนีไป ส่วนตัวคิดตอนแรกว่าคนขับอาจจะไม่รู้ แต่เมื่อตนมาดูภาพวงจรปิด ปรากฎว่าเขามีการจอดรถ แต่ไม่ลงมา

นายชุติเดช ธนัตถ์กิตติภัค พ่อของเด็กผู้บาดเจ็บ

ล่าสุด คู่กรณีติดต่อหาตนแล้ว แต่ไม่มีการขอโทษ บอกว่าเขาเป็นคนขับรถเอง อ้างว่ามองไม่เห็น และจะขอให้ตนลบโพสต์ออก คิดว่าคนขับรายนี้เลือดเย็นมาก ถึงไม่คิดจะลงมาดูอาการลูกตน โดยส่วนตัวยังติดใจว่าเขาใช่เจ้าของรถหรือไม่ เนื่องจากตำรวจแจ้งว่าเจ้าของรถเป็นผู้หญิง ซึ่งตนต้องการให้มารักษาลูกสาวตนให้หายดี

นายประหยักษ์ เทียนอ่อน คนขับรถเก๋งคันเกิดเหตุ

นายประหยักษ์ เทียนอ่อน คนขับรถเก๋งคันเกิดเหตุ เปิดใจว่า วานนี้ตนเพิ่งขับรถไปส่งแฟนที่ห้องพัก อยู่ซอยข้างเคียงกัน เป็นซอยทะลุกับซอยที่เกิดเหตุ ซึ่งปกติตนจะไม่ขับรถผ่านซอยที่เกิดเหตุ แต่ช่วงเกิดเหตุมีรถยนต์ขับสวนเข้ามา ทำให้ตนไม่สามารถผ่านได้ ตนจึงเลี้ยวไปทางที่เกิดเหตุ ตอนนั้นไม่ได้มองด้านที่น้องเนวนั่งอยู่ ตนมองไปด้านซ้ายมือ เพราะเห็นกลุ่มเด็ก ๆ อยู่ ส่วนตัวทราบอยู่แล้วว่าซอยนี้เด็กเยอะ ตนจึงเลี่ยงจะผ่าน และเป็นครั้งแรกที่ตนขับรถผ่านทางนี้

ซอยจุดเกิดเหตุ

หลังเกิดเหตุ ยืนยันว่าตนไม่ทราบว่าทับเด็ก ส่วนที่เห็นที่ตนชละอรถ เพราะกลัวว่าจะชนกำแพง ตอนนั้นในรถตนเปิดเพลงอยู่ด้วย ทำให้ไม่ได้ยินเสียงภายนอก ประกอบกับถนนจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ไม่เสมอกัน ทำให้ไม่รู้สึกว่าเหยียบเด็ก ซึ่งถ้ารู้ตนจะจอดลงให้การช่วยเหลือ แต่ตนมาทราบเรื่องตอนเช้า ลูกสาวตนแจ้งว่ามีคลิปแชร์คล้ายรถของตน ตนจึงทราบเรื่องและติดต่อหาคู่กรณีทันที

อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้คิดจะหนี สิ่งที่กังวลเพียงแต่ตนไม่ได้มีฐานะมาก กลัวว่าจะไม่มีเงินชดใช้ แต่รถยนต์ของตนมี พ.ร.บ. และประกันภัย ยอมรับว่าเครียด และอยากจะขอโทษฝ่ายผู้เสียหาย พร้อมเจรจาเรื่องการเยียวยา

keyboard_arrow_up