เปิดใจครูข้ามเพศ ถูกเหยียดสั่งห้ามแต่งหญิง ผอ.ประเมินผลคะแนนต่ำ กดดันบีบออกราชการ

หลังจากที่ นายนาดา ไชยจิตต์ นักสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ โพสต์เล่าเรื่องราวของครูคนหนึ่งที่ถูก ผอ.โรงเรียนกดดันเนื่องจากเป็นครูข้ามเพศ ระบุใจความว่า เมื่อการแต่งกายคือต้นเหตุที่ทำให้ครูข้ามเพศคนหนึ่ง ต้องตกอยู่ในสถานะที่อาจพ้นจากการเป็นข้าราชการ เพราะผลการประเมินที่มีคะแนนในระดับที่ต่ำ เพราะเธอยืนยันสิทธิในการแต่งชุดข้าราชการหญิงในฐานะบุคคลข้ามเพศที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และระดับการเลือกปฏิบัติกับครูคนนี้ ค่อย ๆ เพิ่มความรุนแรงเริ่มต้นจากหนังสือตักเตือน แถมท้ายด้วยข้อความสุดคลาสสิค “แต่งกาย ไว้ทรงผมไม่เหมาะสมกับเพศสภาพ ที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีกับนักเรียน” บุคคากรครูในสังกัดทั้งหมด 28 คน เธอคือคนเดียวที่ได้รับเงินเดือนขึ้นเพียง 1% เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 180 บาท

โพสต์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

ล่าสุด วันที่ 19 ก.ค. 62 ครูบอล เปิดใจว่า ได้สอบเข้าบรรจุเป็นครูผู้ช่วยที่โรงเรียน ใน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่เดือน ต.ค. 61 โดยวันแรกก็แต่งกายด้วยชุดข้าราชการแบบกางเกงไปรายงานตัวกับทางโรงเรียน แต่ต่อมาก็ได้ใส่กระโปรง และไว้ผมยาว ไปสอนหนังสือที่โรงเรียน เนื่องจากคิดว่าไม่ได้เสียหาย และตอนที่สอบบรรจุครูผู้ช่วย ก็ไม่ได้มีกฎระเบียบหรือข้อห้ามเรื่องการแต่งกาย แต่กลับถูกผู้บริหารโรงเรียนเรียกไปตำหนิให้เปลี่ยนการแต่งกายใหม่เป็นแบบผู้ชาย ใส่กางเกง และตัดผมสั้น ถึงแม้พยายามจะอธิบายหรือให้เหตุผลแล้ว ทางผู้บริหารก็ไม่รับฟัง ถึงขั้นบังคับให้ทำข้อตกลงกับทางโรงเรียนเกี่ยวกับเรื่องการแต่งกาย แต่ตนไม่ยอมเซ็น ก็กล่าวหาว่าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา

ครูบอล

ทั้งนี้ ตนถูกกลั่นแกล้งสารพัด เช่น การพูดจาเสียดสี ล้อเลียน และกล่าวหาว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสม จนนำไปสู่ผลการประเมินครูผู้ช่วยครั้งแรก ทำให้คะแนนไม่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด และหากประเมินครั้งที่ 2 คะแนนไม่ผ่านอีก ก็จะพ้นจากสถานะเป็นข้าราชการครูทันที จึงถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกดดันให้ออกจากราชการ เพียงเพราะเป็นครูข้ามเพศ

ครูบอล

ครูบอล กล่าวทั้งน้ำตาว่า กว่าจะสอบบรรจุเป็นครูผู้ช่วยได้ ต้องขยันอ่านหนังสือ และต่อสู้กับหลายอย่าง แต่พอได้บรรจุแล้ว กลับมาถูกกดดันและบีบให้ออกจากราชการ เพียงเพราะตนเองข้ามเพศ อยากจะวอนขอเป็นธรรมจากทางโรงเรียน และต้นสังกัด ได้พิจารณากรณีนี้ด้วย เพราะเรื่องการแต่งกายไม่ควรจะปิดกั้น ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ที่สำคัญไม่ควรจะละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ โดยคิดว่าไม่ใช่ตัวเองเพียงคนเดียวที่เจอแบบนี้ แต่อาจจะมีคนอื่นโดนแบบนี้ด้วย แต่ไม่กล้าออกมา เพราะกลัวจะกระทบหน้าที่การงาน อยากให้กรณีของตัวเองเป็นกรณีตัวอย่างให้หน่วยงทานที่เกี่ยวข้องออกมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

 

keyboard_arrow_up