ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ เมื่อ “ลูกปลาทู” ถูกเรากินก่อนวัยอันควร

แน่นอนว่าคงไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จัก “ปลาทู” อาหารจานง่ายที่แต่เดิมใครๆ ก็สามารถซื้อหามารับประทานกันได้ไม่ยากเย็น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปลาทูกลับค่อยๆ มีราคาสูงขึ้น จนยากที่จะพูดว่า…น้ำพริกปลาทูเป็นอาหารพื้นๆ ที่หาซื้อได้ราคาสบายกระเป๋า

สาเหตุที่ทำให้ราคาปลาสูงขึ้น หากไม่นับความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล ที่ทำให้แหล่งอาหารของสัตว์น้ำหายไป การทำประมงเกินขนาดคืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัตว์วัยอ่อนไม่มีดอกาสได้โตเต็มวัย และกลายเป็นการตัดวงจรการเพิ่มจำนวนของสัตว์น้ำเหล่านั้นจะหมดไป และปลาทูเองก็ถูกผลักดันไปอยู่ ณ ขอบเหวนั่นแล้ว เพราะลุกปลาวัยอ่อนถูกนำมาเป้นอาหารของมนุษย์ก่อนเวลาอันควรเสียแล้ว (อ่านเพิ่มเติม : “บรรจง” เฉลยข้อสงสัย “ปลาทู” หายไปจากทะเลไทยได้อย่างไร !?)

จากข้อมูลของเว็บไซต์ greennet.or.th ได้มีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการจับลูกปลาทูขนาดเล็ก เอาไว้ว่า…

ถ้าเรารับประทานลูกปลาทู 1 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งมีลูกปลาทูประมาณ 1,000 ตัว แต่ถ้ารออีกประมาณ 6-7 เดือนให้ปลาเหล่านี้โตเต็มวัย จะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 12 ตัว ต่อ 1 กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 70 บาทในตลาดท้องถิ่น และประมาณ 80-120 บาทที่กรุงเทพ ฯ แล้วค่อยซื้อมารับประทาน จะทำให้ปลาทูเหล่านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 70-80 เท่าตัว

หรือโดยสรุปก็คือ ลูกปลาทู 1 กิโลกรัม ราคา 100 บาทในวันนี้จะมีมูลค่าประมาณ 7,000-8,000 บาท ในระยะเวลา 6-7 เดือนข้างหน้า และถ้าเรือประมง 1 ลำจับลูกปลาทูเที่ยวละ 1 ตัน ก็จะทำให้สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 7,000,000-8,000,000 บาทต่อการทำประมง 1 เที่ยว

แม้ทุกวันนี้ ไทยจะเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถเพาะพันธุ์ปลาทูในบ่อดินได้ และยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงปลาทูแทนการจับจากธรรมชาติมากขึ้น แน่นอนว่าวิธีนี้อาจทำให้เรายังมีปลาทูกินไปอีกนานหลายปี และยังช่วยฟื้นฟูประชากรปลาทูในธรรมชาติได้ แต่ถ้ายังมีการจับปลาทูไซส์เล็กยังคงดำเนินต่อไป โอกาสที่ปลาทูในธรรมชาติจะได้ขยายพันธุ์ก็คงลดลงตามไปด้วย

และถ้าหากสถานการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้น ไม่ช้าปลาทูไทยก็คงจะเหลือแค่ในบ่อดิน แต่ไม่มีให้จับในทะเลบ้านเราอีกแล้ว

keyboard_arrow_up