“ธนาธร” แสดงวิสัยทัศน์นอกสภา หลัง “อนาคตใหม่” กลัวเสียเวลายกมือในสภา

“ธนาธร” แสดงวิสัยทัศน์นอกสภา หลัง “อนาคตใหม่” เสนอญัตติและถอนออกเอง เนื่องจากกลัวเสียเวลาในการยกมือผ่านญัตติแสดงวิสัยทัศน์

เมื่อเวลา 13.00 น.ของวันนี้ (5 มิ.ย.62) นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังจากพรรคอนาคตใหม่ เสนอญัตติภายในที่ประชุมให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และถอนญัตติออกไปเพราะกลัวว่าจะทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรียืดยาวออกไป

นางสาวพรรณิการ์ มองว่าประชาชนควรจะมีโอกาสที่จะได้ฟังวิสัยทัศน์ของคนที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและเชื่อว่ารัฐสภาควรจะใช้เวลาดังกล่าว ในการแสดงวิสัยทัศน์ดังนั้นพรรคอนาคตใหม่ จึงใช้พื้นที่นอกสภาในการแสดงวิสัยทัศน์ต่อประชาชน

นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่

โดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์ว่า หากประเทศไทยอยากเห็นว่าประเทศไทยไม่ควรเป็นของคนใดคนหนึ่ง และถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนมีความเห็นเหมือนกันก็ถือว่าเรามองตรงกัน ก็พร้อมที่จะเป็น “นายกรัฐมนตรีแห่งความเปลี่ยนแปลง” และ “นายกรัฐมนตรีแห่งความจริง” ที่จะนำพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้า

สำหรับเรื่อง “นายกรัฐมนตรีแห่งความจริง” นายธนาธรให้ความหมายไว้ว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องยอมรับความจริงว่า ยังมีปัญหาในแต่ละส่วนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเชิงโครงสร้างและปัญหาต่างๆเฉพาะตัว โดยก่อนหน้านี้ นายธนาธรได้พบกับผู้คนมากมายที่เข้าไปเล่าถึงปัญหาและความลำบากรวมถึงความยากจนในการใช้ชีวิต ทำให้มีช่องว่างระหว่างชนชั้นเพิ่มมากขึ้น ช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้จะต้องมีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปพร้อมกัน เช่น สัญญาผูกขาดระบบอุปถัมภ์ซึ่งถ้าหากเราไม่แก้ไขสิ่งเหล่านี้เราจะใช้เงินภาษีและงบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างไร ถ้าอำนาจอย่างถูกต้องถูกผูกขาดอยู่กับอำนาจขององค์กรและส่วนราชการที่มีอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางรวมถึงอยู่กับผู้นำที่ไม่เข้าใจความลำบากของประชาชนในพื้นที่ นอกจากที่เราจะต้องเข้าใจปัญหาของสังคมไทยแล้วเราจะต้องเข้าใจปัญหาของสังคมโลกด้วย ปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยปัญหา ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าหรือการปรับตัวของสหภาพยุโรป สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปและมันจะส่งผลต่อประชาชนทุกคน ผู้นำในยุคหน้าจะต้องเข้าใจปัญหาของสังคมไทย รู้เท่าทันสังคม รู้เท่าทัน เทคโนโลยีเพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปพร้อมกับโลกที่ปรับตัวอยู่ตลอด

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

ขณะที่นายธนาธรให้ความหมายของ “นายกรัฐมนตรีแห่งความเปลี่ยนแปลง” ว่า เราจะต้องกล้าเผชิญปัญหาที่ต้นตอและกล้าที่จะผลักดันความเปลี่ยนแปลงต้องมีการคิดอย่างมีระบบและทำงานเป็นทีม ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตต่างๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลก วิกฤตต้มยำกุ้ง รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ แต่สิ่งที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สงครามที่ใช้เครื่องบินรบหรือรถถัง แต่ปัจจุบันเราเป็นกบที่ถูกต้มในน้ำ ที่ค่อยๆ เดือด ดังนั้นเมื่อเรารู้ตัวว่าสายเกินไปแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะก้าวตัวออกไปจากบ่อน้ำแห่งนี้ได้ ปัจจุบันหนี้สินครัวเรือนสูงขึ้นบริษัทขนาดใหญ่มากมายมีประสิทธิภาพในการจ่ายเงิน แต่บริษัทขนาดเล็กไม่สามารถที่จะมีประสิทธิภาพในการจ่ายหนี้ได้ มีความเหลื่อมล้ำมากมายในสังคม ถึงแม้ว่าปัจจุบันน้ำในบ่อแห่งนี้จะยังไม่เดือด แต่ถ้าหากเราไม่ปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ก็อาจจะสายเกินไปที่จะแก้ไข

ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขด้วยผู้นำเพียงคนเดียวแต่จะต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบไร้ปัญหา เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ซึ่งหลายๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก

ขณะที่การแก้ไขปัญหาใช้แต่เพียงความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ง่าย ธนพรย้ำว่า จะต้องใช้การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ขณะที่นายธนาธร ระบุว่า หลายๆ ปัญหาที่ประเทศไทยเจอ ในอีกหลายๆ ประเทศก็เคยประสบพบเจอมาแล้ว และก็มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนั้นประเทศไทยมีกรณีศึกษามากมายทั่วโลก ซึ่งเทคโนโลยีก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา ดังนั้นเราจะต้องเลือกเครื่องมือที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา

และประเด็นสุดท้ายที่นายธนาธรระบุถึง คือ นายธนาธรจะเป็น “นายกรัฐมนตรีที่พาประเทศไทยไปสู่ความก้าวหน้า” ในอดีตประเทศญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศที่แพ้สงครามและประเทศไทยมีพัฒนาการด้านเศรษฐกิจที่สูงกว่า รวมถึงในยุคที่นายธนาธรเกิด เกาหลีมีสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และไม่มีใครต้องการผลิตภัณฑ์จากประเทศเกาหลี แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าประเทศเหล่านั้นมีสภาพเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ากว่าประเทศไทย และในรุ่นลูกหลานต่อจากนี้เราจะได้เห็นว่าประเทศเวียดนามกำลังจะแซงหน้าประเทศไทย สังคมเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาดังนั้นประเทศไทยควรจะก้าวไปอยู่ในฐานะประเทศโลกที่ 1 ได้แล้วถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องมีเทคโนโลยีของตัวเองและมีเศรษฐกิจในอันดับโลกและยังคงความเป็นไทยอยู่ได้

ทั้งนี้นายธนาธร ระบุว่า การขจัดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวเลขแต่จะต้องเป็นการเข้าถึงโอกาสอย่างถ้วนหน้าของประชาชนทั่วประเทศ และยกระดับมาตรฐานของประเทศไทยไปสู่ระดับประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

keyboard_arrow_up