ย้อนรอยสงครามการค้า “จีน–สหรัฐฯ” ปี 2018 ก่อนกลายเป็นข้อพิพาท “แร่แรร์เอิร์ธ” ของสองมหาอำนาจ

กลายเป็นคำพูดหนาหูขึ้นมาทันที สำหรับการสงครามการค้าระหว่าง “จีน-สหรัฐอเมริกา” ที่สร้างความหวาดวิตกต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ว่าอาจทำให้เกิดสภาวะชะงักงันต่างๆ ตามมา และยังไม่อาจบอกได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายได้เปรียบหรือเสียเปรียบ (อ่านเพิ่มเติม : เอกอัครราชทูตจีน ชี้สหรัฐฯ จนปัญญา หลังคว่ำบาตร “หัวเว่ย”) แต่หากย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจนี้ ได้ก่อตัวขึ้นมาสักพักและพร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ ขอเพียงมีใครเป็นคนเริ่มเท่านั้น

สงครามการค้าจีน–สหรัฐ หมายความถึงการริเริ่มภาษีศุลกากรกับสินค้าที่ค้าขายระหว่างประเทศจีนและสหรัฐ ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2018 เมื่อสหรัฐฯ ได้กำหนดภาษีศุลกากร 25% ต่อสินค้าจีนมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพิกัดอัตราใหม่ของประธานาธิบดีสหรัฐ ดอนัลด์ ทรัมป์ และจุดนี้เองที่ทำให้จีนเริ่มตอบโต้ด้วยการตั้งภาษีศุลกากรขนาดเท่ากันต่อผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ ในอีก 4 วันถัดมา ( 10 กรกฎาคม 2018)

ต่อมาสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจัดพิมพ์รายการผลิตภัณฑ์จีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จะอยู่ภายใต้พิกัดอัตราที่เสนอใหม่ 10% ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้จีนเริ่มทำการตอบโต้ด้วยการประกาศประณามพิกัดอัตราที่เสนอใหม่ว่า “เป็นการกระทำที่ไร้เหตุผล และ ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ ได้ตอบกลับว่าพิกัดอัตราดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อคุ้มคอรงความมั่นคงของชาติ และทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจสหรัฐ และเพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับจีน ตามที่ทรัมป์เคยเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการในเรื่องการโจมตีทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐและพันธมิตร เมื่อเดือนสิงหาคม 2017 ที่ทำให้สหรัฐเสียหายเป็นมูลค่าประเมินไว้ระหว่าง 225,000 ถึง 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

โดยรัฐบาลทรัมป์อาศัยอำนาจบางส่วนตามมาตรา 301 แห่งรัฐบัญญัติการค้า ค.ศ. 1974 เพื่อป้องกันสิ่งที่อ้างว่าเป็นวัตรการค้ามิชอบและการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกฎหมายให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดค่าปรับ หรือบทลงโทษอื่นต่อคู่ค้าฝ่ายเดียวได้ หากถือว่าทำร้ายผลประโยชน์ทางธุรกิจของสหรัฐโดยมิชอบ และในเดือนเมษายน 2018 สหรัฐกำหนดพิกัดอัตราต่อสินค้านำเข้าเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมจากจีน ตลอดจนแคนาดาและประเทศในสหภาพยุโรป

ซึ่งจากกรณีนี้เอง ทำให้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านนี้ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิต แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ที่มณฑลเจียงซี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแร่ดังกล่าวที่สำคัญของประเทศ และจีนยังเป็นผู้ผลิตในสัดส่วนถึง 90% ของทั้งโลก พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปถึง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับหัวเว่ย ด้วยการขู่ไม่ส่งแร่ผลิตชิปให้กับสหรัฐฯ (อ่านเพิ่มเติม : เปิดข้อพิพาท “แร่แรร์เอิร์ธ” เมื่อสหรัฐฯ เคยร้อง WTO กรณีจีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก / “แรร์เอิร์ธ” แร่สำคัญในการผลิต iPhone ที่จีนขู่จะระงับการส่งออกให้สหรัฐฯ)

อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว และหลายคนมักมองว่าควรเอาเวลาอ่านข้อมูลเหล่านี้ มาแก้ปัญหาเรื่องในประเทศตัวเองซะดีกว่า แต่การทำสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ดูแล้วไม่มีผลกับไทยนั้น อาจส่งแรงกระเพื่อมมาหาพวกเราได้ในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งจากข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการเปิดเผยว่า…

สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐกับจีนโดยรวมเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก เนื่องจากจะกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน 3 ด้านได้แก่

– การชะลอตัวของการค้าโลก จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศสูงรวมทั้งไทย ทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว

– ด้านการค้า ผลกระทบจะมีทั้งด้านบวกและด้านลบในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น สินค้าไทยที่ส่งไปประกอบในจีนและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตที่ส่งต่อไปยังตลาดสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบ แต่ขณะเดียวกันก็จะมีสินค้าที่ได้รับประโยชน์ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถส่งไปยังตลาดสหรัฐฯ เพื่อทดแทนสินค้าจากจีน

– ด้านการลงทุน อาจจะมีการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนและไทย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งการลงทุนอาจใช้เวลาในบางอุตสาหกรรมเพื่อวางแผนการย้ายกระบวนการผลิต

จะเห็นได้ว่าสงครามการค้านั้นกระทบต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนในประเทศไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงนี้ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษนั่นคือ การระบายสินค้าที่ส่งไปขายไม่ได้ในระหว่างคู่ค้าหลักที่เข้ามาทุ่มในตลาดประเทศที่สามอย่างไทย และควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

keyboard_arrow_up