ตีแผ่ธุรกิจ “ทัวร์คนท้อง” ช่องโหว่ ก.ม.สหรัฐ ลูกได้สัญชาติรับสวัสดิการ

จากกรณีของคุณหมอรายหนึ่งที่ออกมาโพสต์ข้อความคล้ายกับจะเชิญชวนให้ไปคลอดลูกในสหรัฐ ฯ ก็ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและนอกประเทศ แต่จริง ๆ แล้ว การจัดทริปพาคุณแม่ไปคลอด ไม่ใช่เรื่องใหม่ และที่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายในบางประเทศด้วย ทำให้กลายเป็นช่องโหว่จนเกิดเป็นธุรกิจที่เรียกว่า Birth Tourism

เมื่อหลายปีก่อน ตำรวจสอบสวนกลางของสหรัฐฯ บุกเข้าตรวจค้นบ้านและโรงแรมหลายสิบแห่งในแคลิฟอร์เนียและฟลอริดา หลังต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นที่พักอาศัยของหญิงต่างชาติที่แฝงตัวเข้าประเทศด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือ การคลอดบุตรในผืนแผ่นดินอเมริกา เพื่อให้ลูกได้รับสัญชาติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ ซึ่งการคลอดในสหรัฐฯ นั้นถือว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจถูกจับกุมได้ในข้อหาปลอมแปลงวีซ่าหรือใช้วีซ่าผิดประเภท

ธุรกิจ Birth Tourism ถือกำเนิดเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน โดยเริ่มจากหญิงชาวตุรกีที่นิยมมาคลอดที่สหรัฐฯ ก่อนจะได้รับความนิยมในหลายประเทศ ปัจจุบัน มีคุณแม่จากฝั่งเอเชียเช่นเกาหลีใต้ จีน และไต้หวัน หันมาใช้บริการมากขึ้น เพราะต้องการให้ลูกได้สิทธิประโยชน์ในฐานะพลเมืองของประเทศพัฒนาแล้ว

โดยในขั้นตอนดำเนินการ เอเจนซี่จะเป็นผู้จัดหาสถานที่พักทั้งก่อนและหลังคลอด ติดต่อกับโรงพยาบาล หาคนดูแลเด็ก รวมถึงการขอเอกสารสัญชาติเด็กเกิดใหม่ สิ่งที่ลูกค้าต้องเตรียมก็มีแค่พาสปอร์ต และเงินก้อนโตที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อแพ็กเกจ ซึ่งจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยมีแพ็กเกจหลายระดับ ตั้งแต่เฉียดแสน ไปจนถึงหลายแสนหรือหลายล้านบาท ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลและสถานที่ แต่สิ่งที่พวกเขาได้กลับคืนมาคือ สัญชาติอเมริกันของลูก ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์มากมาย ทั้งสวัสดิการด้านการศึกษา คือการเรียนฟรีในชั้นประถมและมัธยม การขอรับทุน ไปจนถึงเมื่อพวกเขาเติบโต ซึ่งในการหางานจะมีงานบางประเภทที่รัฐบาลสงวนไว้เฉพาะพลเมือง หรือหากตกงานก็สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือได้ นอกจากนั้น เมื่อลูกมีอายุครบ 21 ปี ก็สามารถยื่นเรื่องขอสัญชาติให้กับพ่อแม่ได้อีกด้วย

จากข้อมูลสถิติของศูนย์ศึกษาคนเข้าเมืองสหรัฐฯ พบว่าในปี 2000 มีเด็กต่างชาติที่เกิดในอเมริการาว 5,000 คน แต่ได้เพิ่มเป็นเฉลี่ยปีละ 30,000-40,000 คน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลขจากเอเจนซี่ในจีน ระบุว่ามีสาวจีนคลอดที่อเมริกาปีละ 5 หมื่นคน

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่พอใจที่ถูกเอาเปรียบ เพราะพวกเขาถือเป็นผู้เสียภาษีตัวจริงและพยายามจี้รัฐบาลให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว แต่ตราบใดที่การเปลี่ยนแปลงยังไม่เกิดขึ้น ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายครอบครัวจะยอมทุ่มเงินมหาศาล เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูก

keyboard_arrow_up