เปิดเบื้องหลัง “การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร” หลัง “หมอแอร์” โพสต์ชวนคนไทยไปคลอดที่อเมริกา

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารย์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ เมื่อ หมอแอร์ หรือ พ.ต.ท. พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล แพทย์ประจำกลุ่มจิตเวช และยาเสพติด อดีตรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้โพสต์ภาพการตั้งครรภ์ของตัวเธอ โดยมีข้อความบนท้องเขียนข้อความว่า “แม่ครับผมเกิดที่ไมอามี่ได้ไหมครับ” พร้อมเขียนแคปชั่นของภาพว่า “สำหรับคนที่สนใจคลอดบุตรในสหรัฐอเมริกา เพื่ออนาคตและโอกาสที่ดีของลูกปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ” ลงบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ หมอแอร์

แม้ภายหลังจะมีการลบโพสต์ดังกล่าวออกไป แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้สร้างความสงสัยต่อผู้คนในโลกโซเชียลอย่างมาก สำหรับการเป็นข้าราชการไทย ที่ต้องการให้ลูกถือสัญชาติอเมริกา เพื่อรับสิทธิประโยชน์บางอย่าง พร้อมกับตั้งคำถามว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการคลอดลูกในต่างประเทศเพื่อหวังรับได้รับสัญชาติ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ นั้น เคยมีการพูดถึงในสังคมมาอย่างกว้างขวาง ทั้งยังเป็นที่รู้จักในชื่อ การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร (ฺBirth Tourism) ซึ่งหมายถึง การท่องเที่ยวไปยังประเทศหรือดินแดนที่ให้สัญชาติหริอสิทธิบางประการโดยถือหลักดินแดน ซึ่งทำให้ได้รับประโยชน์จากรัฐที่คลอดบุตร เช่น สิทธิการอยู่อาศัย รัฐสวัสดิการด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา การรักษาพยาบาล การประกันการว่างงาน การประกันสิทธิเสรีภาพ ฯลฯ หรือ หลีกเลี่ยงข้อจำกัดในประเทศต้นทาง เช่น นโยบายห้ามมีบุตรเกินกว่าจำนวนที่กำหนด การเกณฑ์ทหาร ฯลฯ ประโยชน์ที่ได้รับหรือข้อจำกัดที่อาจหลีกเลี่ยงได้มักเป็นสิทธิจำเพาะตัวของเด็กเองส่วนใหญ่ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นผลพลอยได้แก่บิดามารดา เช่น สิทธิในการขอสิทธิมีถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกาให้บิดามารดา

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ประเทศปลายทางของการท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตรมักเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีกฎหมายสัญชาติเปิดโอกาสให้ เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ส่วนประเทศต้นทางอาจเป็นประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ดี ไต้หวัน ฮ่องกงและเกาหลีใต้ เป็นแหล่งต้นทางของนักท่องเที่ยวที่จัดเป็นเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว แต่มีปัญหาความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่และเกาหลีเหนือ รวมถึงการแข่งขันภายในประเทศที่สูงกว่าประเทศตะวันตก สำหรับฮ่องกงเป็นทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง โดยเป็นปลายทางสำหรับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนชาวฮ่องกงเองกลับไปคลอดบุตรในสหรัฐอเมริกา

จากข้อความข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า “สหรัฐอเมริกา” เป็นประเทศเป้าหมายที่มีการเดินทางไปคลอดลูกอย่างมากของคุณแม่ในประเทศแถบเอเชีย ซึ่งจากข้อมูลของ Edward Chang นักวิชาการด้านเอเชียนอเมริกันศึกษาแห่ง มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ริเวอร์ไซด์ ได้มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุดังกล่าวว่า เพราะมันช่วยให้เด็กได้รับหนังสือเดินทางอเมริกันโดยอัตโนมัติ อีกทั้งการเป็นพลเมืองอเมริกายังมีสิทธิประโยชน์มากมาย อีกทั้งนโยบายที่บังคับให้มี “ลูกคนเดียว” ในสังคมจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ครอบครัวที่มีฐานะทางการเงินค่อนข้างดีเดินทางไปคลอดบุตรในแคนาดาเพื่อเลี่ยงนโยบายลูกคนเดียว และได้สัญชาติและหนังสือเดินทางแคนาดาก่อนกลับประเทศจีน

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตรยั้งเป็นธุรกิจที่ทำเงินให้แก่คนที่อพยพมาอยู่ก่อนได้อย่างดี เช่นธุรกิจโรงแรม Marmara Hotel group ที่ได้จัดข้อเสนอพิเศษ “birth tourism package” เพื่อครอบครัวจากตุรกีที่อยู่ในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ ค.ศ. 2003 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายของแต่ละครอบครัวอยู่ที่ราวๆ 45,000 เหรียญ

ในขณะที่ The Tucson Medical Center (TMC) ที่รัฐแอริโซนา มีบริการ “birth package” สำหรับหญิงมีครรภ์และเจาะจงกลุ่มลูกค้าในประเทศเม็กซิโก หญิงมีครรภ์อาจเลือกนัดคลอดโดยการผ่าตัดหรือเดินทางมาสองถึงสามสัปดาห์ก่อนกำหนดคลอด ค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ราว 2,300-4,600 เหรียญสหรัฐอเมริกา โดยรวมที่พัก ค่าหมอ ค่าโรงพยาบาล ค่าตรวจ รวมถึงค่านวด หากคลอดออกมามากกว่าหนึ่งคนอาจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มราว 500 เหรียญ

สำหรับสิทธิประโยชน์จากการได้สัญชาติเนื่องจากการเกิดในแผ่นดินอเมริกานั้น จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 14 รับรองให้สัญชาติอเมริกาแก่ผู้ที่เกิดในดินแดนของสหรัฐอเมริกา หากผู้นั้นอยู่ในอำนาจกฎหมายสหรัฐอเมริกา “subject to the jurisdiction of the United States” ซึ่งการเป็นพลเมืองสหรัฐฯ นั้นย่อมได้รับสิทธิในการเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่านักศึกษาต่างชาติ และใช้กฎระเบียบที่ผ่อนปรนกว่าในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ นอกจากนี้เมื่อเด็กที่เกิดมีอายุครบ 21 ปีอาจมีสิทธิขอสิทธิอาศัยให้แก่บิดามารดาได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาในสหรัฐอเมริกาโดยกล่าวแจ้งจุดประสงค์อันเป็นเท็จถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง และมีหญิงมีครรภ์จำนวนหนึ่งที่ทำเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม การเข้าเมืองมาเพื่อคลอดบุตรไม่เป็นวัตถุประสงค์ที่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด และจากสถิติจากศูนย์สถิติสุขภาพ (Center for Health Care Statistics) ประมาณการณ์ว่า ใน ค.ศ. 2008 ในประเทศสหรัฐอเมริกามีทารกเกิดจากชาวต่างชาติเพื่อการนี้ 7,462 คน ซึ่งเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนทารกที่เกิด 4.3 ล้านคนในปีเดียวกัน ในขณะที่สถิติจากศูนย์ศึกษาคนเข้าเมือง (Center for Immigration Studies) สำนักคิดที่อยากให้ลดการเข้าเมืองของคนต่างชาติ ประมาณการณ์ว่ามีทารกแรกเกิดจากการท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตรในสหรัฐอเมริการาว 40,000 คนต่อปี

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายที่จะเลิกให้สัญชาติคนเกิดอเมริกา โดยให้ความเหตุผลว่า มีคนเข้ามาคลอดลูกแล้วเด็กก็จะกลายเป็นคนอเมริกัน เพื่อได้รับผลประโยชน์ต่างๆ เหมือนคนอเมริกันในทันทีเป็นจำนวนมากเกินไป และนักการเมืองหลายคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะมองว่าการให้สัญชาตินั้นเป็น “แม่เหล็กดูดผู้อพยพ” มากเกินไป

แต่ขณะเดียวกัน โฆษกสภาคองเกรสก็กล่าวว่าการเลิกให้สัญชาติซึ่งเป็นสิทธิโดยกำเนิดนั้น ไม่สามารถทำได้ด้วยคำสั่งของประธานาธิบดีเพราะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดไว้ว่า “บุคคลที่เกิดหรือแปลงสัญชาติในสหรัฐอเมริกาตลอดจนในขอบเขตอำนาจศาลของสหรัฐอเมริกา ย่อมเป็นพลเมืองสหรัฐ” และก่อนหน้านี้เคยมีการถกเถียงกันเรื่องสิทธิในสัญชาติของเด็กตั้งแต่ปี 1989 แต่ศาลสูงสุดสหรัฐก็ยืนยันว่าสิทธินี้ควรเป็นของทุกคนที่เกิดในดินแดนของสหรัฐฯ ไม่ใช่เฉพาะลูกของพลเมืองเท่านั้น

keyboard_arrow_up