รวบแล้ว! หนุ่มยิงคู่ขาดับ แค้นผิดสาบานไปคบหญิงแท้ ซ้ำขายของซื้อให้ปรนเปรอ

วันที่ 9 พ.ค. 62 ความคืบหน้าจากกรณีนายวีระพงษ์ สูงสุด อายุ 31 ปี ใช้ปืนบุกยิงนายณัฐวุฒิ หรือเป๊ก คู่ขารุ่นน้องดับคาห้องนอนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา หลังก่อเหตุผู้ต้องหาได้หลบหนีไป ล่าสุดเมื่อเวลา 15.20 น. พ.ต.อ.อดิเทพ พิชาดุลย์ ผกก.สภ.เมืองอุบลราชธานี พร้อมชุดสืบสวนได้เข้าจับกุมนายวีระพงษ์ ขณะหลบอยู่ในรีสอร์ตแห่งหนึ่งใน ต.หนองครก อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ

ตำรวจพูดคุยกับผู้ต้องหา

โดยเมื่อเจ้าหน้าที่พร้อมนายทองหล่อ สูงสุด อายุ 56 ปี พ่อของมือปืนไปเคาะประตูเรียกนายวีระพงษ์ ก็ยินยอมเปิดประตูออกมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่แต่โดยดี จึงคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนปากคำที่ สภ.เมืองอุบลราชธานี นายวีระพงษ์รับสารภาพสาเหตุที่ก่อเหตุยิงคู่ขารุ่นน้อง มาจากความแค้นที่ถูกหักหลังไปคบหญิงอื่น ทั้งที่ได้เคยสาบานต่อกันจะอยู่กันไปถึงวันตาย หากผิดคำสาบานต้องตายกันไปข้างหนึ่ง ตัวเองคบหากับนายณัฐวุฒิอยู่เกือบ 2 ปี ได้ดูแลเขาเป็นอย่างดี จนหมดเงินหมดทองไปกว่า 1 ล้านบาท แต่มาถึงช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เริ่มระแคะระคายว่านายณัฐวุฒิปันใจไปให้กับหญิงอื่น โดยนำทรัพย์สินที่ซื้อให้ไปขายปรนเปรอผู้หญิงจนหมด จึงพยายามขอให้มาพูดคุยกัน หากรักกับผู้หญิงใหม่จริง และจะเลิกราก็ขอให้ทั้งคู่มาขอขมา แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ

กระทั่งเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา นายวีระพงษ์ได้คุยเฟซบุ๊กกับนายณัฐวุฒิ ก็มีผู้หญิงที่คบหากับคนตายเข้ามาพูดจาตอบต่อว่า และได้บล็อกเฟซบุ๊กไม่ให้ตนสามารถติดต่อกับคนตายได้ ทำให้เกิดความแค้น จึงออกตามหาคนตายจนเจอ และใช้ปืนลูกซองสั้นขนาด 410 ที่เตรียมมาจ่อยิงจนเสียชีวิต

ระหว่างขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีรถเกิดเสีย  จึงทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้กลางทุ่งนา ก่อนโบกแท็กซี่หลบหนี กระทั่งรถวิ่งมาถึงกลางสะพานแม่น้ำมูลเขตบ้านทัพไทย อ.เมืองอุบลราชธานี ได้บอกให้แท็กซี่จอดที่กลางสะพาน โดยอ้างว่าเมารถจะอ้วก จึงนำปืนลูกซองสั้นที่ก่อเหตุขว้างทิ้งไปในแม่น้ำมูล ก่อนนั่งรถต่อมาถึง จ.ศรีสะเกษ และเปิดรีสอร์ตนอนพัก และเจ้าหน้าที่ตามมาจับตัวได้

ผู้ต้องหาก้มกราบขอขมาพ่อแม่ของตัวเอง

หลังสอบปากคำเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหานายวีระพงษ์ ฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และหลบหนีการจับกุม ขณะเดียวกันพ่อแม่ของผู้ต้องหาได้เข้ามาเยี่ยมลูกชาย พร้อมให้การอบรมสั่งสอน ซึ่งนายวีระพงษ์ได้รับฟังพร้อมกับร่ำไห้ และได้ตนเองที่ได้ก่อเหตุขึ้นครั้งนี้ ก่อนเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมไปดำเนินคดีต่อไป

keyboard_arrow_up