“ยายอ้อ” โกงเงินบริจาคเด็ก 5 แสน ขู่ฆ่าตัวตายถ้าถูกกดดัน – ด้าน “น้องปกรณ์” เศร้าไร้เงินจ่ายค่าเทอม (คลิป)

จากกรณีที่นางต้อย แววโคกสูง อายุ 52 ปี ชาวบ้าน ต.ทองหลวง อ.จักราช จ.นครราชสีมา นำเอกสารแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จักราช หลังพบว่าบัญชีเงินฝากของนายปกรณ์ แววโคกสูง อายุ 15 ปี ถูกถอนออกไปเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท โดยมีนางอ้อ เพื่อนบ้าน และเป็น อสม.ประจำหมู่บ้าน ได้หลอกล่อให้นายปกรณ์นำสมุดบัญชีไปถอนเงิน โดยเจ้าตัวอ้างว่าจะนำไปใช้หนี้เงินกู้นอกระบบ (อ่าน : ปิดบ้านหนี! อสม.ฮุบเงินบริจาค 5 แสนเด็กกำพร้า เพื่อนฉะทำชื่อเสียงชุมชนเสื่อม)

แขกรับเชิญร่วมรายการ ต่างคนต่างคิด

วันที่ 29 เม.ย. 62 รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.20 น. ได้เชิญ นายปกรณ์ แววโคกสูง ผู้เสียหาย, นางต้อย แววโคกสูง อาผู้เสียหาย, น.ส.ศุภกานต์ ตัญญูไพบูลย์ พี่สาวผู้เสียหาย, นางอ้อ ผู้ถูกกล่าวหา และนายนิติธร แก้วโต ทนายความ ร่วมพูดคุยในรายการ

นางต้อย แววโคกสูง อาผู้เสียหาย

นางต้อย แววโคกสูง อาผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ยอดบริจาคที่ได้ ประมาณ 520,000 บาท ผู้ที่บริจาคหวังอยากให้น้องเรียนจบปริญญา ซึ่งตอนนี้เรียนอยู่ ม.3 ที่โรงเรียนใน จ.นครราชสีมา โดยตอนแรกครูประจำชั้นช่วยเก็บสมุดบัญชีไว้ให้ ช่วง ก.พ. 61 และตนขอเบิกเงินเดือนละ 3,000 บาท จากนั้นนางอ้อ เยี่ยงอย่าง เป็น อสม. เพื่อนบ้าน ก็มาหลอกว่า ครูประชำชั้นไม่ว่างจะพาไปเบิกเงินให้แล้ว จึงไปเอาสมุดบัญชีมาเก็บไว้เอง แล้วไปเบิกเงินมาให้ตนเดือนละ 3,000 บาท อ้างกับตนว่านำสมุดบัญชีไปคืนครูแล้ว แล้วก็ไปอ้างกับฝ่ายครูว่านำบัญชีมาไว้กับตน จนกระทั่งตนถามหาบัญชี นางอ้อก็บอกว่านายอำเภอยึดไปตรวจสอบ จากนั้น นางอ้อก็ให้คนปลอมเสียงโทรศัพท์มาอ้างเป็นนายอำเภอ บอกว่าจะนำสมุดบัญชีมาให้ แต่ก็ผิดนัดบ่อย

ตนจึงไปพบนายอำเภอ ซึ่งนายอำเภอไม่ทราบเรื่องสมุดบัญชี ตนจึงทราบว่าถูกหลอก และเหลือยอดเงินในบัญชีแค่ 236 บาท หลังจากนั้น มีคนบริจาคเข้ามาใหม่ นางอ้อก็ไปทยอยถอนออกมาอีกครั้งละหลักพัน เหมือนกับถอนเงินจนสนุกมือ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนพยายามจะปิดรับเงิน หลังจากมีคนบริจาคเข้ามามากกว่า 500,000 บาทแล้วนั้น แต่นางอ้อก็แนะนำว่าไม่ให้ปิด

รายการเบิกถอนเงินออกจากบัญชี

ทั้งนี้ นางอ้อก็รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเงินบริจาคของน้องปกรณ์ แต่ก็ยังกล้าถอนเงินจนเกลี้ยง โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ที่ผ่านมา ตนไว้ใจนางอ้อมาก รักเหมือนน้องสาว คิดว่าเป็นคนดี ตอนนี้รู้สึกเจ็บใจ เสียใจ ไม่อยากเจอหน้าและพูดคุยกันอีก และตนไม่รู้สึกสงสารนางอ้อที่โดนสังคมด่า เพราะทำให้ครอบครัวตนเดือดร้อน แต่ถ้านำเงินมาคืนทั้งหมด ตนจะยินยอมด้านคดีความ

จำนวนเงินที่นางอ้อ ถอนจากบัญชี

นอกจากนี้ หลังเกิดเรื่องตนไปเจอนางอ้อที่สถานีตำรวจ นางอ้อร้องไห้ บอกว่า ขอโทษ ผิดไปแล้ว จะหาเงินมาคืนทุกบาททุกสตางค์ และยอมรับว่านางน้ำอ้อย พี่สาวของนางอ้อ ก็เอาเงินไปด้วย เจ้าตัวบอกว่า ภายในเดือนพฤษภาคม จะคืนเงินก่อน 200,000 บาท ตนไม่ยินยอม ยืนยันว่าต้องการเงินคืนทั้งหมด ที่นางอ้อถอนไป 24 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ตอนที่พี่ชายของตน พ่อของหลานยังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะขาดใจบอกกับตนว่า “ฝากลูกด้วยนะ” ตนรับปากว่า “จะดูแล จะไม่ให้หลานลำบาก”

นายปกรณ์ แววโคกสูง ผู้เสียหาย

นายปกรณ์ แววโคกสูง ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนไปกับนางอ้อที่ธนาคารเพื่อถอนงาน นางอ้อบอกว่าเอาไปใช้หนี้รายวัน และให้เงินพี่สาวด้วย แต่ตนไม่รู้ว่าเบิกครั้งละกี่บาท ทั้งนี้ ที่ตนไม่ได้บอกใคร เพราะว่านางอ้อบอกว่าไม่ให้บอกคนอื่น โดยคนที่ไปธนาคารด้วยกัน มีนางอ้อ พี่สาวนางอ้อ และลูกของนางอ้อ ไปหลายครั้ง ซึ่งนางอ้อบ่นว่าไม่มีเงินใช้ ตนก็สงสาร

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนยังไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ไม่มีแม้แต่เงินซื้อรองเท้า อีกทั้งกลัวไม่ได้เรียนหนังสือต่อ และอยากได้เงินคืนด้วย

น.ส.ศุภกานต์ ตัญญูไพบูลย์ พี่สาวผู้เสียหาย

น.ส.ศุภกานต์ ตัญญูไพบูลย์ พี่สาวผู้เสียหาย เปิดเผยว่า นางอ้อเป็นคนสนิทกับครอบครัวตนมาก เพราะตอนที่เจ้าตัวป่วย ตนก็ไปเฝ้าที่โรงพยาบาล วันเกิดนางอ้อ ตนก็ไปซื้อเค้กวันเกิดให้ ตนรักเหมือนพี่สาว และปรึกษาปัญหาต่าง ๆ เสมอ อีกทั้งทำกับข้าวไปให้ที่บ้านเป็นประจำด้วย

นางอ้อ ผู้ถูกกล่าวหา

นางอ้อ ผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยว่า เงินบริจาคทั้งหมด ตนนำไปใช้หมดแล้ว ซึ่งยอมรับผิดและยอมชดใช้ แต่การที่โซเชียลมาด่าตน และครอบครัวตน ครอบครัวแฟนตน รุมด่าถึงต้นตระกูล ก็ไม่สมควร จึงขอไม่ให้ด่าครอบครัวตน แต่ให้มาด่าตนคนเดียวพอ เพราะสามีตนก็เพิ่งมารู้เรื่อง ตอนที่เกิดเรื่องแล้ว

ทั้งนี้ ตนรู้สึกสงสารเด็ก แต่จำเป็นต้องหาเงินไปใช้หนี้ดอกเบี้ยรายวัน หลายเจ้า ซึ่งใช้หนี้หมดแล้ว ก็ไปกู้เงินมาใช้ใหม่ ทำให้เป็นหนี้ใหม่ ก็ต้องหาเงินไปใช้อีก เป็นการหมุนเงิน จนไปถอนมาหมดบัญชี ทั้งที่ครอบครัวนางต้อยก็ดีกับตนมาก และตอนนี้กำลังยืมเงินญาติเพื่อมาใช้หนี้น้องปกรณ์ รวมเงินได้แล้วจำนวนหนึ่งแล้ว

นอกจากนี้ นางอ้อบอกกับครอบครัวของนางต้อยว่า มีความเครียดมากที่ถูกสังคมรุมด่า และต้องหาเงินมาใช้คืน จนมีความคิดอยากจะตาย

นายนิติธร แก้วโต ทนายความ

นายนิติธร แก้วโต ทนายความ เปิดเผยว่า ตามหลักกฎหมาย การหลอกลวงและได้ไปซึ่งทรัพย์สิน ถือว่ามีความผิด อาจได้รับโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท ทั้งนี้ การหลอกลวงคนเบาปัญญา หรือเด็ก หากมีความผิด โทษจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท โดยการกระทำผิดสำเร็จ 1 ครั้ง คือ 1 กรรม แต่ศาลอาจพิจารณาตัดสินสูงสุด จำคุกประมาณไม่เกิน 10 ปี

ทั้งนี้ ความผิดฐานฉ้อโกง สามารถยอมความและถอนคำร้องทุกข์ได้ หากตกลงกันได้แล้วคู่กรณีนำมาเงิน แต่หากคืนไม่ครบ ตำรวจก็ดำเนินคดีได้ ทั้งนี้ หากมีการเจรจา ผู้เสียหายไม่ควรถอนแจ้งความ จนกว่าจะได้เงินคืนทั้งหมดก่อน

นายบุญทัน พืชทองหลาง เพื่อนบ้าน

นายบุญทัน พืชทองหลาง อายุ 43 ปี เพื่อนบ้าน เปิดเผยหลังจบรายการว่า ตนเคยโดนครอบครัวนี้หลอกเรื่องเงินเช่นกัน เมื่อประมาณปีที่แล้ว ตนขายของและได้กู้เงินมา เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งตนฝากเงินจำนวนหนึ่ง ประมาณ 400-500 บาท ให้กับนางออย พี่สาวของนางอ้อ ไปชำระคืนแทน เนื่องจากแม่ตนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล แต่กลับไม่ได้เอาไปชำระหนี้ให้ตนแต่อย่างใด มิหนำซ้ำนางอ้อ น้องสาวนางออย นำเรื่องตนไปพูดในทางที่ไม่ดีให้ชาวบ้านฟังว่า ตนหนีหนี้ ไม่ยอมใช้หนี้

ตนยอมรับว่า ตอนนั้นโกรธมากที่นำเรื่องที่ไม่จริงไม่พูดกับชาวบ้าน จนกระทั่งตนได้เข้าไปพูดคุยกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งนางอ้อ ยอมรับว่าเป็นคนพูดกับชาวบ้านแบบนั้นจริง ส่วนเรื่องที่ไม่ใช้หนี้นั้น ตนไม่ทราบเช่นกันว่านางออยนำเงินไปใช้ส่วนตัวหรือไม่เพราะตนไม่ได้ถาม ทั้งนี้ ตนไม่ได้ดำเนินคดีแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นจำนวนเงินที่น้อย อีกทั้งก็ยังคิดว่าคู่กรณียังมีส่วนที่ดีอยู่บ้าง

ช่องทางการช่วยเหลือ เลขที่บัญชี 020237316425 ธนาคารออมสิน ชื่อ ด.ช. ปกรณ์ แววโคกสูง

keyboard_arrow_up