อาแทบช็อก เจอภาพลับหลานก่อนตาย ถูกอาสาตำรวจทืบ แต่ลงบันทึกรถล้ม (คลิป)

จากกรณีญาติร้องเรียนให้ตรวจสอบการเสียชีวิตของนายสมร โสนาคา หรือ เขียว จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 61 โดยก่อนหน้านี้ครอบครัวเข้าใจว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากอุบัติเหตุ เพราะไม่มีใครอยู่ในที่เกิดเหตุ จนกระทั่งมาเจอภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่ามีตำรวจไล่ล่าและทำร้ายร่างกาย จึงคาใจถึงสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง

นายสมร โสนาคา หรือ เขียว ผู้เสียชีวิต

วันที่ 9 เม.ย. 62 นายวัตร (นามสมมติ) อาของผู้เสียชีวิต เล่าเหตุการณ์ว่า เดิมทีครอบครัวไม่มีใครติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากกู้ภัยบอกว่า เจ้าตัวประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ จนกระทั่งมีญาติบางคนไปหาหลักฐาน เพราะอยากรู้ว่ามีคู่กรณีหรือไม่ ซึ่งไปขอกล้องวงจรปิดจากชาวบ้านในจุดเกิดเหตุที่สำนักงานเขตหลักสี่ สามารถบันทึกเหตุการณ์วินาทีหลานชายประสบอุบัติเหตุชัดเจนว่า มีการไล่ลาโดยตำรวจ รถจึงเสียหลักล้มลง จากนั้นมีตำรวจ 2 คนเข้ามา แล้วลงจากรถไปกระทืบ ชกต่อยหลายชาย ซึ่งจากภาพจะเห็นว่าเจ้าตัวหมดแรงสู้ เพราะเจ็บ แต่ยังโดนกระทืบอีกจนสลบที่จุดเกิดเหตุ ก่อนมีรถกู้ภัยมารับตัว

ภาพจากกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุ

นายวัตรยอมรับว่า การที่หลายชายแหกด่าน หรือหลบหนีเจ้าหน้าที่ เพราะอาจเกิดจากความตกใจกลัว ซึ่งยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย เพราะเจ้าตัวไม่เคยมีประวัติ ไม่เคยข้องเกี่ยว ทำงานสุจริตหาเลี้ยงครอบครัว หลังจากหลายชายเสียชีวิตไปแล้ว คนที่อยู่ข้างหลังก็ลำบาก เพราะสูญเสียเสาหลัก ลูกต้องแยกไปอยู่กับญาติ ๆ คนอื่นที่พอมีกำลังเลี้ยงดูได้

นายวัตร (นามสมมติ) อาของผู้เสียชีวิต

นายนิวัตรเชื่อว่าการเสียชีวิตเกิดจากการไล่ล่า มองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่เกินกว่าเหตุ ทำไมต้องมีกระทืบหรือชกต่อย ไม่ยอมควบคุมตัวไปสอบหรือตรวจที่โรงพัก พร้อมยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ทำไมตอนที่เกิดอุบัติเหตุ ตำรวจและกู้ภัยไม่พาไปส่งโรงพยาบาล แต่นำกลับไปส่งที่บ้านพัก ทำให้ญาติต้องเป็นคนอาสาพาไปโรงพยาบาลเอง จนกระทั่งเสียชีวิตในวันต่อมา ส่วนการลงบันทึกของตำรวจก็ไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา ว่าขับขี่รถหลบหนีการจับกุม หรือมีสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด มีเพียงลงบันทึกประจำวันว่ามีรถจักรยานยนต์ล้มเท่านั้น

“พฤติกรรมของพวกท่าน ทำอะไรลงไป แม้ไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่เหตุการณ์นี้มีกล้องวงจรปิด บันทึกพฤติกรรมได้ทั้งหมด เป็นหลักฐานมัดตัวพวกคุณได้ สมมติว่าถ้าเป็นลูกหลานของคุณ มีคนมาทำแบบนี้ จะยอมหรือไม่ ผมต้องการเรียกร้องความยุติธรรมคืนสู่ครอบครัว และให้คนตายได้รับความถูกต้องเท่านั้น” อาของผู้เสียชีวิตกล่าว

ด้านพ.ต.อ.รังสรรค์ สอนสิงห์ ผกก.สน.ดอนเมือง ยอมรับในการปฏิบัติหน้าที่ของลูกน้องที่ทำเกินกว่าเหตุ มีการทำร้ายร่างกาย ส่วนการตายจะต้องยึดตามผลการชันสูตรศพ ที่ระบุว่าเกิดจากการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ซึ่งตำรวจไม่ได้ทำให้ตาย ดังนั้นในฐานะผู้บังคับบัญชาจะมีการเรียกสอบ หากไม่ได้ข้อยุติ ก็จะมีการตั้งกรรมการสอบต่อไป และจะต้องดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกาย

นายเอกชัย ชาภู่พวง หรือ เอก อาสากู้ภัย

ขณะที่ นายเอกชัย ชาภู่พวง หรือ เอก อายุ 38 ปี อาสากู้ภัย ชุดที่เข้าไปรับตัวนายเขียวออกจากพื้นที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า เมื่อได้รับแจ้งและไปถึงที่เกิดเหตุ นายเขียวมีลักษณะอาการมึนเมา แต่ยังมีสติ พูดจาโต้ตอบได้ อีกทั้งไม่มีบาดแผลภายนอก หรืออาการฟกช้ำ มีเพียงอาการเคล็ดขัดยอก จากนั้นทีมงานพยายามเกลี้ยกล่อมให้ไปโรงพยาบาล แต่นายเขียปฏิเสธ  และร้องขอให้อาสาพาไปส่งที่บ้าน โดยอ้างว่าหากไม่กลับภรรยาจะด่า ตนเองและทีมงานจึงพาตัวกลับบ้านตามที่ร้องขอ

ระหว่างพบว่านายเขียวมีอุจจาระและคราบปัสสาวะติดตามตัว ซึ่งคาดว่ามาจากอาการตกใจจากอุบัติเหตุ โดยคนเจ็บบอกกับตนว่า เหตุผลที่หลบหนีตำรวจจนไปประสบอุบัติเหตุเพราะดื่มเหล้า กลัวว่าจะถูกจับ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และคนเจ็บก็ไม่ได้พูดถึงกรณีที่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกาย หรือพูดถึงว่ามีการทำร้ายร่างกายมาก่อนหรือไม่ เมื่อไปถึงบริเวณหน้าบ้าน นายเขียวก็บอกว่าปล่อยให้เขานอนบริเวณหน้าบ้าน หากตื่นเช้ามา ภรรยาก็จะได้เห็น แต่ตนจำเป็นต้องเรียกให้ภรรยาและคนที่เป็นญาติออกมารับรู้ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น กระทั่งภรรยาของนายเขียวออกมาเจอ พร้อมกับบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า “เมามาอีกแล้ว”

ตนเองในฐานะอาสากู้ภัยตัดสินใจส่งคนเจ็บไปที่บ้าน กระทั่งเวลาต่อมาเสียชีวิตจากเหตุการณ์อุบัติเหตุ ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจกับญาติ ยืนยันว่าการทำงานครั้งนี้ตนเองได้พยายามเกลี้ยกล่อมและหว่านล้อมทุกวิธีเพื่อให้คนเจ็บไปโรงพยาบาล แต่คนเจ็บปฏิเสธและจะขอยืนยันว่ากลับบ้าน ในฐานะอาสากู้ภัยก็ไม่สามารถบีบบังคับให้คนเจ็บไปโรงพยาบาลได้

keyboard_arrow_up