เมียฆาตกรฆ่าเด็ก 9 ขวบฝังดิน เผยผัวร่ำไห้สำนึกผิดวันฆ่า แต่ไม่บอกความจริง (คลิป)

จากกรณีพบศพ ด.ช.เฉลิมชัย โจปะถา หรือน้องกล้วย อายุ 9 ปี นักเรียนชั้น ป.3 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแพรกตะคร้อ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดถึงแก่ชีวิต ก่อนถูกคนร้ายนำศพมาฝังดินอำพรางคดี บริเวณป่าสับปะรดติดเชิงเขา พื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนกระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมา ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาคือ นายประมุข โคสินธิ์ หรือ เบี้ยว อายุ 38 ปี  โดยผู้ต้องหาสารภาพว่า นำปืนยาวออกไปล่าสัตว์เพื่อทำอาหาร ระหว่างทางเห็นต้นไม้เคลื่อนไหว จึงใช้ปืนยิงไป 1 นัด เพราะเข้าใจว่าเป็นนก แต่เมื่อเดินไปดูกลับเป็นเด็กชาย ถูกยิงอาการสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ตัวเองกลัวความผิดจึงฝังศพอำพราง (อ่าน: สุดสลด! พรานฆ่าฝังดินเด็ก 9 ขวบแถมสะกดวิญญาณ อ้างเห็นเป็นนกเลยยิง)

ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ
ภาพจำลองเหตุการณ์

ล่าสุดวันที่ 14 มี.ค. 62 ตำรวจได้นำตัวนายเบี้ยว ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ตั้งแต่จุดที่นายประมุขยิงปืนขึ้นบนต้นไม้ จำนวน 1 นัด ทำให้กระสุนปืนไปถูกน้องกล้วยเสียชีวิต จนถึงจุดที่ผู้ต้องหาได้นำได้น้องกล้วย ขึ้นไปฝังที่เนินเขาห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 500 เมตร โดยเบื้องต้นตำรวจแจ้ง 3 ข้อกล่าวหา คือ 1.กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2.ปิดบัง อำพราง ซ่อนเร้นศพ และ 3.มีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายสวัสดิ์ ชูยิ้ม ผู้ใหญ่บ้านแพรกตะคร้อ

นายสวัสดิ์ ชูยิ้ม อายุ 59 ปี ผู้ใหญ่บ้านแพรกตะคร้อ  เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ นายเบี้ยว คนยิง ได้ไปชักชวนให้เด็ก 9 ขวบ ออกไปหาปลา แต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายเบี้ยวกลับไปไม่ตามนัด หายตัวไป ครอบครัวจึงมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพิรุธ แต่ทั้งนี้ โดยนิสัยของเด็ก 9 ขวบ มักเป็นคนชอบยิงนกหาปลาอยู่แล้ว

หลังจากที่เด็กหายตัวไป ตนเองจึงได้ลองโทรไปหาคนในครอบครัวของนายเบี้ยว คนยิง ตามพิรุธที่ครอบครัวเด็กสงสัย ซึ่งหลังจากที่โทรไป โดยเจ้าตัวร้องไห้ผ่านเสียงทางโทรศัพท์ และยอมรับว่า “เป็นคนยิงเด็ก” ซึ่งเหตุผลที่ยิงออกไป เพราะเข้าใจว่าเป็นกระรอก และมีใบไม้เคลื่อนไหว จากที่ได้รับฟังความจริงจากปากนายเบี้ยว ตนเองจีงได้รีบแจ้งครอบครัวเด็ก และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าดำเนินการจับกุม

โดยนายสวัสดิ์ บอกว่า จุดที่นายเบี้ยวยิงเด็ก 9 ขวบเสียชีวิต เป็นสวนยางและมีต้นไทรอยู่กลางสวน 1 ต้น ติดกับบ้านร้าง โดยเด็กปีนขึ้นไปอยู่บนยอดต้นไม้ เนื่องจากเป็นจุดที่สามารถซุ่มยิงนกด้วยหนังสติ๊กได้ง่าย โดยบนต้นไม้ หากยืนมองจากด้านล้างขึ้นไป สามารถมองเห็นเด่นชัดว่าอะไรอยู่บนนั้น เพราะใบไม้มีไม่เยอะ ไม่ได้รกทึบ แม้ว่าจะหลบหรือยืนอยู่กิ่งใดก็ตาม ก็สามารถมองเห็นได้ง่าย ส่วนจุดที่นายเบี้ยวยืนซุ่มยิง ยืนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ใต้ต้นไทร ห่างเพียง 50 เมตรเท่านั้น ตนจึงสงสัยทำไมว่านายเบี้ยวถึงไม่เห็นเด็ก 9 ขวบ

จุดฝังร่าง

จากนั้น ชาวบ้านพาทีมข่าวไปจุดฝังศพ ห่างจากจุดยิงตายออกไปอีกประมาณ 500 เมตร โดยมีรอยขุดดินลึกเพียง 25 ซม. กว้างไม่ถึงเมตร ฝังร่างเด็ก 9 ขวบเอาไว้ และมีหินทับอยู่ด้านบน โดยตลอดเส้นทางที่ชาวบ้านพาทีมข่าวเดินเข้าไปยังจุดที่ฝั่งร่างเด็ก พบว่ามีแต่หญ้าปล่องที่ใช้เลี้ยงวัวปกคลุมสูง หากไม่แหวกหญ้าเข้าไปก็จะไม่ทราบว่าเด็กถูกฝังอยู่จุดดังกล่าว และยังสังเกตได้ว่าบริเวณจุดดังกล่าวเป็นห้วยเก่า จึงมีหินค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้นายเบี้ยว คนยิง ใช้หินทับบนร่างของเด็ก 9 ขวบอีกครั้ง

นางโพเจ้ โจประถา แม่ของผู้ตาย

ด้าน นางโพเจ้ โจประถา แม่ของเด็ก 9 ขวบ เล่าว่า ตนเองออกตามหาลูกตั้งแต่วันที่หายไป จนกระทั่งเข้าสู่วันที่ 3 ก็ไม่พบเบาะแสแต่อย่างใด พ่อของเด็กก็จุดธูปบนบานสานกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้าน หากพบลูกชายจะแก้บนด้วยการจ้างหนังมาฉากแก้บน 1 คืน ซึ่งหลังจากที่มีการบนบานสานกล่าวเอาไว้แล้ว ตนเองก็ออกตามหา เดินไปยังเนินเขาหลังหมู่บ้าน และหลังเดินไปบริเวณไร่สับปะรด ก็มีแมลงวันบินมาหาตัวเอง พร้อมกับได้กลิ่น ด้วยความสงสัย ตนเองจึงตามกลิ่นไป และเจอจุดที่น่าสงสัย จึงลงมือขุดดิน

นางโพเจ้ ระบุว่า เมื่อขุดดินก็พบสิ่งคล้ายถุงพลาสติกถูกฝั่งอยู่ จึงได้ขุดลงไปอีกพบกางเกงโผล่ขึ้นมา ด้วยความยังไม่แน่ใจก็ขุดต่อไปจนกระทั่งพบช่วงอก เป็นเสื้อ แต่ยังไม่มั่นใจ เลยพยายามขุดลึกลงไปอีก จนพบหน้าผากและผม ก็มั่นใจแล้วว่าคือลูกชายตนเอง แต่ช่วงตรงหัวถูกหินทับเอาไว้ปิดบังหน้า มองไม่รู้ว่าคือใคร จึงได้ยกหินออก ก็เจอกับดวงตาของลูก ที่นอนตายตาไม่หลับ มองมาที่ตนเอง จังหวะนั้นก็เข่าทรุดลงกับพื้น และรีบกลับมาบอกคนที่บ้านว่าเจอลูกแล้ว โดยขณะนี้ตนเองยังเสียใจไม่หาย นึกถึงหน้าลูกก็ยังอดคิดถึงไม่ได้ และยังจำภาพวินาทีแรกที่เอามือไปขุดดินได้ดี

น.ส.นิชา โคสินธ์ ภรรยาของผู้ต้องหา

ด้าน น.ส.นิชา โคสินธ์ อายุ 32 ปี ภรรยาของผู้ต้องหา เปิดเผยว่า หลังวันก่อเหตุ ตนเองก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น นายเบี้ยวยังใช้ชีวิตตามปกติ กลับมานอนที่บ้าน และตื่นเข้าไปทำงานที่โรงงานน้ำแข็ง ไม่มีพฤติกรรมคิดจะหลบหนีหรือเล่าสิ่งที่ไปทำให้ตนเองฟังแต่อย่างใด ซึ่งส่วนตัวเพียงสังเกตเห็นว่าวันเกิดเหตุนายเบี้ยว กลับเข้าบ้านพร้อมกับอาการหน้าแดงคล้ายคนร้องไห้ แต่ก็ไม่ได้ถามทำไมถึงมีสีหน้าเป็นแบบนั้น และในระหว่างที่อยู่ด้วยกันที่บ้านก็ไม่มีอะไรผิดสังเกตหรือมีพิรุธ เจ้าตัวก็ไปทำงานแล้วกลับมาบ้านปกติ ไม่มีพฤติกรรมจะหลบหนี แต่เวลาคุยอะไรด้วยก็มีอาการคล้ายกับจะร้องไห้ตลอด ส่วนตัวคิดว่าเครียดกับงาน ไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ตนเองเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะเข้าขอโทษแทนสามี พร้อมที่จะขอโทษครอบครัวของน้องที่เสียชีวิต โดยก่อนหน้านี้ตนเองได้ปฏิเสธว่า สามีไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหายตัวไป จนกระทั่งวันนี้มาทราบความจริง จึงจะเข้าขอโทษและอธิบายความจริงกับครอบครัวน้อง 9 ขวบ

 

keyboard_arrow_up