จำเด็ก 11 วางยาคนในบ้านได้ไหม แม่เผยชีวิตล่าสุด น้องเปลี่ยนไป? (คลิป)

จากกรณีที่ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้นำเสนอเรื่องราว เด็กชายวัย 11 ขวบเคยวางยาคนในครอบครัว จนทำให้พ่อแม่หวาดกลัวกับพฤติกรรม  รวมถึงหนีออกจากบ้าน ลักขโมย และทำร้ายตัวเอง ทำให้พ่อแม่ ต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวง เพราะกลัวว่าลูกวัย 11 ปี จะทำร้ายตัวเองหรือคนในบ้านอีกหรือไม่ แต่เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. เด็กชายเอ ได้สัญญากับทีมข่าวว่าจะไม่วางยาคนในบ้านอีก ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น (อ่านข่าว: ผมรักแม่! เด็ก 11 เคยโหดเปลี่ยนนิสัยแล้ว รับปากไม่วางยาใครขอชุดฟุตบอล เล่นแก้เหงา)

ล่าสุด (20 ก.ค.) ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านพักของเด็กชายเอ (นามสมมติ) นางพาลิณี (สงวนนามสกุล) แม่ของเด็กชายเอ บอกว่า ตอนนี้ลูกชายไม่ได้อยู่บ้านแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพราะตนยอมเซ็นเอกสารยินยอมให้ลูกชายไปอยู่ที่กรมกิจกรรมเด็กและครอบครัว กทม. โดยเจ้าหน้าที่พม. ได้เข้ามารับลูกชายที่บ้าน ซึ่งลูกชายก็พร้อมที่จะไปอยู่อย่างเต็มใจ ไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด

นางพาลิณี แม่ของเด็กชายเอ

นางพาลิณี แม่ของเด็กชายเอ บอกอีกว่า ตนได้ไปเยี่ยมลูกถึง 2 ครั้ง โดยไปทุกวันพฤหัสบดี และเห็นใบหน้าของลูกยิ้มแย้ม ร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด แววตาก็ไม่แสดงความก้าวร้าว ลูกชายยังชอบมากระซิบบอกว่า “อยู่ที่นี่หนูชอบแกล้งเพื่อนด้วย” แต่ก็คิดว่าเป็นการเล่นตามประสาเด็ก และเห็นว่าน้องมีเพื่อนเล่นด้วยหลายคน ลูกยังบอกอีกว่า แม่ครับ ถ้าแม่รักผม ผมขออยู่ที่นี่ เพราะมันกว้างดี ของกินก็เยอะและอร่อยมาก พร้อมบอกว่า ตนก็รักพี่สาว แต่ไม่อยากกลับไปอยู่บ้าน ทางด้านเจ้าหน้าที่ที่ดูแลลูกชายก็บอกว่า ตอนนี้ลูกเอทำอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว แม่ไม่ต้องกังวล

บาดแผลของเด็กวัย 11 ขวบ

ตลอดระยะเวลากว่า 19 วันที่ลูกไปอยู่กรมกิจกรรมเด็กและครอบครัว ก็ได้สอนลูกชายในวิชาต่างๆตามเกณฑ์การศึกษา เช่น การคัดลายมือ และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ โดยวันที่ 27 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ทางพม.ได้นัดครอบครัวเด็กชายเอ มาพูดแนวทางการเลี้ยงดู และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็ก รวมไปถึงความต้องการในการศึกษาของน้อง โดยจะมีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมหารือด้วย คุณแม่ยังบอกอีกว่า เรื่องการเรียนต่อของลูก จะขอคุยกับลูกก่อนว่าอยากเรียนที่ใด จากการถามลูกอยากเรียนโรงเรียนที่กรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นที่ใด แต่สำหรับที่พักลูกก็อยากอยู่ที่กรมกิจกรรมเด็กและครอบครัว กทม.ต่อไป เพราะกว้างและใหญ่ วิ่งเล่นสนุกดี เด็กชายเอกล่าว

ขณะที่ นางพาลิณี ยังระบุอีกว่า จากการพูดคุยกับแพทย์ที่ตรวจรักษาสุขภาพจิต โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า แพทย์ได้มีการพูดคุยถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกในเบื้องต้น เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กสำคัญมาก ซึ่งแม่ไม่หวาดผวาเด็กแล้ว แต่จะห่วงมากกว่า เพราะอย่างไรก็ตามก็เป็นลูกทั้งคน จะให้ทิ้งก็คงทำไม่ได้ โดยน้องเอก็คงพอใจกับสภาพแวดล้อมที่อยู่ หากวันที่ 27 ก.ค. ลูกตัดสินใจได้ว่าจะเรียนที่ใด ตนก็พร้อมที่จะสนับสนุน แต่ในใจอยากให้ลูกเรียนในกรุงเทพมหานครมากกว่า เพราะใกล้และสะดวกในการเดินทาง และตนก็พร้อมที่จะรับน้องมาอยู่ด้วยเช่นเดิม หากลูกพร้อม

keyboard_arrow_up