แม่เศร้า พี่ยิงน้องฉกข้าวสาร นอนคุกไร้เงินประกัน ซ้ำอีกคนต้องอัมพาต จนปัญญาช่วยลูก (คลิป)

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 62 เกิดเหตุยิงกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บภายในบ้าน หมู่บ้านหนองโน ต.โคกเครือ อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ โดยผู้ก่อเหตุคือ นายศุภมิตร ผาบจันทร์สิงห์ อายุ 35 ปี เกิดอาการไม่พอใจ นายจักรกฤษ ผาบจันทร์สิงห์ อายุ 23 ปี น้องชาย เนื่องจากมีนิสัยชอบขโมยข้าวเปลือกจากยุ้งฉางไปขายบ่อยครั้ง จึงเกิดโมโห ใช้ปืนไทยประดิษฐ์เล็งหวังขู่ แต่ปืนลั่นถูกน้องจนบาดเจ็บสาหัส ตำรวจตั้งข้อหา มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และครอบครองปืนในเขตเมืองชุมชน, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และ พยายามฆ่าผู้อื่น โดยคุมผู้ต้องหา ฝากขังศาลจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ

วันที่ 15 ก.พ. 62 นางทองร้อย วัฒโน อายุ 57 ปี แม่ของผู้ก่อเหตุ และผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ นายจักรกฤษ ลูกชายคนเล็กนั่งดูโทรทัศน์ตามปกติในบ้าน นายศุภมิตร ลูกชายคนโตขับรถจักรยานยนต์ออกไปบ้านเพื่อน และดื่มเหล้าขาว ก่อนจะกลับมาบ้านในเวลา 19.30 น. ด้วยอาการมึนเมา

นางทองร้อย วัฒโน แม่ของผู้ก่อเหตุ และผู้บาดเจ็บ

จากนั้น ตนจึงคุยกับลูกชายคนเล็กว่า “เอาข้าวไปขายอีกแล้วหรอ” เนื่องจากข้าวหายไป 1 กระสอบ แต่ลูกปฏิเสธ ทำให้ลูกชายคนโตโมโหน้องชาย แล้วพูดขึ้นว่า “เอาข้าวไปขายอีกแล้วหรอ” ก่อนจะเดินไปหยิบปืนยาว ไทยประดิษฐ์ จังหวะนั้นตนพยายามห้ามไม่ให้ลูกชายทะเลาะกัน ลูกชายคนโตเดินมุ่งไปหาน้องชายแล้วยกปืนขึ้น ยิงจากด้านหลัง 1 นัด ในระยะห่างประมาณ 1 เมตร ต่อหน้าต่อตาตน ทันทีที่ลูกชายคนเล็กถูกยิงฟุบลงกับพื้น ตนจึงรีบวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือจากญาติและเพื่อนบ้าน นำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

เจ้าหน้าที่คุมตัวนายศุภมิตร ผาบจันทร์สิงห์ ผู้ต้องหา

นางทองร้อย เล่าต่อว่า ที่ผ่านมาลูกชายคนโต ทำไร่ทำนาที่บ้าน จึงหวงข้าวมาก ส่วนลูกชายคนเล็ก กลับมาอยู่บ้านได้ประมาณ 1 ปี เนื่องจากก่อนหน้านี้ทำงานรับจ้างซ่อมรถ ในกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ลูกชายไม่เคยทะเลาะกัน รักกันมาก แต่คงเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดเหตุ ส่วนนิสัยใจคอลูกชายคนโต เป็นคนทำงานทำมาหากิน เป็นเสาหลักของครอบครัว มักชอบดื่มเหล้า แต่ไม่เคยทะเลาะวิวาทกับครอบครัว

นายจักรกฤษ ผาบจันทร์สิงห์ ผู้บาดเจ็บ

นอกจากนี้ ตนยืนยันว่ารักลูกเท่ากัน ไม่มีความลำเอียง และตนให้อภัยลูกคนโต ส่วนลูกชายคนเล็กก็บอกกับตนว่าไม่ถือโทษเอาผิดพี่ชาย และคิดว่าคงเป็นเพราะเวรกรรมของตัวเองที่ต้องมาเจอเหตุการณ์นี้ ล่าสุดอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว แพทย์ระบุว่าถูกกระสุนปืนทะลุอวัยวะสำคัญ คือปอด เป็นอัมพาตท่อนล่างตั้งแต่ช่วงเอวลงไปจนถึงขา ซึ่งพี่ชายเขาก็มีอาการเครียด

นายสมหวัง ภูทะระ เพื่อนบ้าน

นายสมหวัง ภูทะระ อายุ 60 ปี เพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ ขณะที่ตนกำลังนั่งเล่นอยู่ที่หน้าบ้าน ได้ยินเสียงคนในบ้านหลังที่เกิดเหตุทั้ง 3 คนแม่ลูก มีปากเสียงกันเสียงดัง ไม่นานก็ได้ยินเสียงดัง “ตุบ” ตนเข้าใจว่าเป็นเสียงหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด แต่นางทองร้อยตะโกนร้องเสียงดังขึ้นว่า “ช่วยด้วย ช่วยด้วย” ตนและเพื่อนบ้านหลังอื่นรีบเข้าไปในบ้าน พบว่านายศุภมิตรถือปืนอยู่ ส่วนน้องชายเขานอนจมกองเลือด หายใจโรยริน

นายสมหวัง เล่าว่า พี่น้องมีปัญหาทะเลาะกันบ่อย เรื่องน้องชายมักจะขโมยข้าวเปลือกไปขาย และเท่าที่ตนรู้จักพี่ชายเป็นคนขยันทำงาน รับจ้างขนของตามร้านอุปกรณ์ก่อสร้าง และทำไร่ทำนา พี่ชายเป็นคนดี ไม่มีอารมณ์ร้อน เชื่อว่าที่ก่อเหตุเพราะไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้

นางสาวพิมพกาย แก้วจันทร์ ญาติผู็ก่อเหตุ และผู้บาดเจ็บ

นางสาวพิมพกาย แก้วจันทร์ อายุ 30 ปี ลูกพี่ลูกน้อง ญาติของมือปืนและผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า พี่น้องคู่นี้ยังไม่แต่งงาน ไม่มีครอบครัว พักอยู่บ้านหลังเดียวกัน ที่ผ่านมายอมรับว่าน้องชายเคยขโมยข้าวเปลือกไปขายเป็นประจำ เพื่อเอาเงินมาใช้เที่ยว และเคยมีข้าวเปลือกของเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันหายไปจากยุ้งข้าว นายจักรกฤษก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ทั้งนี้ ตนไม่เคยเห็นพี่น้องทะเลาะกันรุนแรง ครั้งนี้รุนแรงที่สุด ตนรู้สึกเสียใจ และสงสารทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพี่ชายคงไม่ได้มีเจตนาจะยิงน้องถึงตาย แต่อาจจะเพราะบันดาลโทสะเท่านั้น เนื่องจากญาติถามว่า “ยิงทำไม” นายศุภมิตรพูดสั้น ๆ ว่า “บอกแล้วไม่ฟัง”

โดยเมื่อวานนี้ ตนและญาติรายอื่นไปเยี่ยมนายศุภมิตร ที่ สภ.หนองกุงศรี เจ้าตัวมีท่าทีสำนึกผิด และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้พูดอะไรก็ตาม ทั้งนี้ หากพ้นโทษออกมาแล้ว ตนก็กังวลกลัวว่าอนาคตอาจจะเกิดเหตุอีกหรือไม่

keyboard_arrow_up