หนุ่มไปรษณีย์งัดวงจรปิดสู้ โต้ขี่บี้ ตร. หวังชิงบิ๊กไบก์ ชี้มือข้างถนัดบิดแฮนด์รถ อีกข้างเล็งปืนไม่ได้ ท้าเปิดแฟ้มคดีพิสูจน์ตัว (คลิป)

จากกรณีนายจักรกฤษณ์ เส็งจีน อายุ 27 ปี ร้องตำรวจกองบังคับการปราบปราม ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนกาญจนบุรีใช้อาวุธปืนยิง และแจ้งข้อกล่าวหาชิงทรัพย์ และพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ก่อนจะพาตัวรุ่นน้องไปทำร้ายร่างกายด้วยนั้น (อ่าน : ส่อพลิก! ดาบตร.ยันยิงหนุ่มไปรษณีย์จริง แฉเอี่ยวลักรถมีคดีติดตัว งัดคลิปก๊วนรับสารภาพโชว์)

แขกรับเชิญร่วมรายการ ต่างคนต่างคิด

วันที่ 6 ก.พ. 62 รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.20 น. ได้เชิญ นายจักรกฤษณ์ เส็งจีน ผู้ถูกกล่าวหา, นางรัดใจ เหลืองทอง แม่ของนายจักรกฤษณ์, นายสมบัติ สุพรรณภูวงศ์ พ่อของนายจักรกฤษณ์, นายเอ (นามสมมติ) พยานในเหตุการณ์ และนายสอง (นามสมมติ) อ้างเป็นพี่ชายผู้ที่ถูกนายจักกฤษทำร้าย ร่วมพูดคุยในรายการ

นายจักรกฤษณ์ เส็งจีน หรือ เอิร์ธ ผู้ถูกกล่าวหา

นายจักรกฤษณ์ เส็งจีน หรือ เอิร์ธ ผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุ 15 ม.ค. 62 ตนขี่รถมอเตอร์ไซค์เวฟ 110i สีแดงดำ ไปกับนายเต้ย รุ่นน้อง ที่นั่งซ้อนท้าย จนถึงหน้าโรงเรียน ตนเห็นรถบิ๊กไบก์ขับส่ายไปมากลางถนน จึงชะลอเพื่อขับแซง ซึ่งคนขับบิ๊กไบก์หันมามองตน ไม่ได้มองทาง ประกอบกับถนนเปียกจากฝนตก รถบิ๊กไบก์จึงล้มทางโค้ง ตนจึงชะลอรถกำลังจะลงไปช่วย แต่เขายิงมาที่รถตน ทำให้นายเต้ยตกใจ วิ่งหนีไป กระสุนโดนรถทะลุโดนขาตน จากนั้นตนจึงรีบขี่รถหนี ขณะนั้นแม่ตนโทรมาพอดี บอกว่านายเต้ยโดยตำรวจล็อกตัว และกล่าวหาว่าไปปล้นตำรวจ และตำรวจรอจะวิสามัญตน

อย่างไรก็ตาม ที่ดาบตำรวจชาคริต ทองคง ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ระบุว่า นายเต้ยรับสารภาพว่าเป็นคนก่อเหตุจริง ซึ่งเรื่องนี้ ตนทราบว่าเต้ยโดนซ้อมจึงจำยอมรับสารภาพ โดยตนรู้มาจากผู้ต้องขังร่วมกับนายเต้ย ส่วนที่ตำรวจอ้างว่า ตนขี่รถมอเตอร์ไซค์ไล่ตาม และใช้ปืนจ่อที่ท้ายทอย ขอยืนยันว่าตนไม่มีปืน เพราะถ้าหากตนมีปืน ก็คงจะยิงสวนไปแล้ว ไม่ปล่อยให้ถูกยิงฝ่ายเดียว

ส่วนถ้าจะหาว่าตนขับไล่ตาม ขอตั้งข้อสงสัยว่า รถตนมีแรงเครื่องยนต์แค่ 110 และนั่งมา 2 คน แต่รถบิ๊กไบก์มีแรง 650 ขับมาคนเดียว รถตนจะขับไล่ตามได้ทันอย่างไร และถ้าตนใช้ปืนจี้ท้ายทอยคนขับบิ๊กไบก์ ก็คงไม่ถนัด เพราะมือหนึ่งขับรถ อีกมือต้องถือปืน หากจะทำจริง ทำไมไม่เป็นนายเต้ยที่นั่งซ้อนท้ายตน เป็นคนถือปืนแทน

ภาพจากกล้องวงจรปิด ก่อนเกิดเหตุ
ภาพจากกล้องวงจรปิด ก่อนเกิดเหตุ

ภาพจากกล้องวงจรปิด ที่ตำรวจบอกว่าตำรวจขับนำหน้า และตนขับตาม แสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้ใช้ปืนไปจี้ที่ท้ายทอยตำรวจ เพราะระยะห่างกันมาก

นายจักรกฤษณ์ แสดงหลักฐานฟิล์มเอ็กซเรย์

นอกจากนี้ ตนมีหลักฐานฟิล์มเอ็กซเรย์ และใบแพทย์ยืนยันว่า ถูกยิงที่ขาจริง และมีกระสุนปืนฝังอยู่

นายจักรกฤษณ์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่โรงพักวันเกิดเหตุ ตนนั่งเลือดไหลเต็มขาอยู่ และเห็นว่าตำรวจเมา เพราะได้กลิ่นแอลกอฮอล์ และมีตำรวจมา 3 คน มาบังคับตนกับแม่ให้รับสารภาพ ตัวนายดาบเองก็พูดว่าเป็นคนยิงขาตนจริง เพื่อป้องกันตัว และพยายามจะให้เอาตัวตนไปสอบสวน ซึ่งลุงตนที่เป็นทหาร ยศผู้พัน ไม่ยอมให้ไป

ดาบตำรวจชาคริต ทองคง คู่กรณี (แฟ้มภาพ)

อย่างไรก็ตาม ที่ตำรวจอ้างว่าตนเคยประวัติต้องคดี ในปี พ.ศ.2552 คดีพรากผู้เยาว์ ตนขอชี้แจงว่า ศาลตัดสินไปแล้ว ตอนนั้น ตนกับผู้หญิง อายุ 17 ปีทั้งคู่ และวันขึ้นศาล ผู้หญิงไม่มาตามนัด ศาลยกฟ้อง คดีก็จบไปแล้ว ส่วนคดีครอบครองยาเสพติด ตนไม่เคยมี ซึ่งตนทำงานไปรษณีย์ บรรจุมา 3 ปีแล้ว ถ้าหากมีคดี มีประวัติเสียหาย ก็คงเข้ามาทำงานไม่ได้ ซึ่งตอนนี้โดนพักงานแล้ว และไม่รู้ว่าอาจจะถูกไล่ออกด้วยหรือไม่ ส่วนที่อ้างว่าตนมีคดีเมื่อปลายปี พ.ศ.2561 ทะเลาะวิวาทกับวัยรุ่น และทำร้ายร่างกาย ยืนยันว่า ตนไม่เคยมีคดีนี้

นางรัดใจ เหลืองทอง แม่ของนายจักรกฤษณ์

นางรัดใจ เหลืองทอง แม่ของนายจักรกฤษณ์ เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุตำรวจบอกว่าจะวิสามัญลูกชายตน ที่ไปก่อเหตุปล้นรถและยิงปืนใส่ตำรวจ ตนก็ห้ามปรามว่าอย่าทำเลย ทั้งนี้ แม่ของนายเต้ย ก็มาบอกตนว่าเต้ยโดนตำรวจซ้อมจนเลือดออกหู หลังจากคุมตัวไปที่โรงพัก เต้ยจึงต้องยอมรับสารภาพ และแฟนของนายเต้ยก็ร้องไห้ มาบอกว่าหลังเกิดเหตุว่าหาเต้ยไม่เจอ ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่อง 15 ม.ค. ตำรวจคุมเต้ยส่งโรงพัก วันที่ 17 ม.ค. จึงสงสัยว่าเต้ยหายไปไหน 2 วัน

ทั้งนี้ ตนยืนยันว่า ลูกไม่เคยมีประวัติลักขโมย ขนาดลูกเจอคนลักขโมยของในหมู่บ้าน ยังไปตบสั่งสอนเลย และหลังจากนี้ จะไปร้องคดี เอาให้ถึงที่สุด เพราะเป็นคนดีร้ายแรง

นายสมบัติ สุพรรณภูวงศ์ พ่อของนายจักรกฤษณ์

นายสมบัติ สุพรรณภูวงศ์ พ่อของนายจักรกฤษณ์ เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุที่ตำรวจเข้ามาที่บ้านเป็น 10 คน และยกรถมอเตอร์ไซค์ของลูกชายไป อ้างว่าเป็นของกลางก่อเหตุที่ใช้จี้ชิงทรัพย์บิ๊กไบก์ ล่าสุด เมื่อเช้าที่ผ่านมา (6 ก.พ.) ตนกับหลานไปที่สถานีตำรวจ ก็ไม่เจอรถ ซึ่งตำรวจบอกว่าให้รถคืนไปแล้ว ไม่รู้มอเตอร์ไซค์ไปไหนแล้ว

นายเอ (นามสมมติ) พยานในเหตุการณ์

นายเอ (นามสมมติ) พยานในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ตนเห็นเหตุการณ์เนื่องจากช่วงเกิดเหตุ ตนขับรถสวนกับเอิร์ธ เห็นรถบิ๊กไบก์ส่ายและเสียหลักล้ม นายเอิร์ธชะลอรถ แล้วตนได้ยินเสียงปืน 2 นัด ซึ่งตนไม่ทราบว่าคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายเป็นใคร ตนตกใจจึงรีบหลบเข้าบ้าน

นายสอง (นามสมมติ) พี่ชายผู้ที่ถูกนายจักกฤษณ์ทำร้าย

นายสอง (นามสมมติ) อ้างเป็นพี่ชายผู้ที่ถูกนายจักกฤษณ์ทำร้าย เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุปี พ.ศ.2561 เวลาประมาณ 23.00 น. น้องตนขับรถมาแล้วรถเสียบริเวณหน้าประตูวัด และเจอรถกระบะของนายจักรกฤษณ์ที่เป็นคนขับ และเพื่อนของนายจักรกฤษณ์ เอาขวดตีศีรษะน้องตน ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ได้มีการขโมยรถแต่อย่างใด

โดย นายจักรกฤษณ์ ชี้แจงว่า ไม่เคยมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น และไม่เคยมีเรื่องแจ้งความใด ๆ แต่อาจมีบุคคลที่สร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อทำให้ตนเสียหาย พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้ตนเครียด ครอบครัวก็เครียด ตนต้องเลี้ยงดูลูก 2 คน อีกทั้งคนแก่ที่บ้านก็ไม่ให้ดูข่าว เพราะกลัวว่าจะทรุด

keyboard_arrow_up