ไร้รสนิยม!! ดร.ศิลป์ชัย โพสต์โต้ “ดี้ นิติพงษ์” หลังติดตลกแนะนำจับ “ฮาคีม” ไปทิ้งทะเล

สืบเนื่องจากกรณีที่ ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดังได้แสดงความคิดเห็นถึงการคุมตัว ฮาคีม อัล โอไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลกัปตันทีมชาติบาห์เรน จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มาที่ศาลอาญา ถนนรัชดา ตามการนัดสอบปากคำให้การ หลังอัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอส่งตัวนายฮาคีม ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปรับโทษที่ประเทศบาห์เรน โดยระบุว่าไม่ใช่เรื่องของประเทศไทย และควรนำ “ของกลาง” ไปโยนทะเล (อ่านเพิ่มเติม : ดี้ นิติพงษ์ ชี้กรณี “ฮาคีม” ไม่เกี่ยวกับไทย ถามกลับถ้าไปจีน จะมี #boycottchina มั้ย!?)

ล่าสุดในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการด้านศาสนวิทยา ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า…

ผู้เขียนเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าสิ่งที่คุณดี้เขียนในเรื่องจับฮาคีมไปทิ้งทะเลนั้น คุณดี้ “พูดเล่น” เป็นการพูดเล่นเชิงประชดประชัน หรือพูดเล่นเชิงตลกร้าย ไม่ได้จะให้ทำจริงอะไรดอก

แต่ก็ต้องถือเป็นการพูดเล่นที่ถือว่าไร้รสนิยม และเสี่ยงต่อการถูกตำหนิจากสังคมอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นการพูดเล่นกับเรื่องความเป็นความตายและการให้ทำลายชีวิตของบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่อาชญากร และเป็นการพูดเล่นที่สะท้อนถึงจิตใจและทัศนะที่เห็นแก่ตัวไร้ซึ่งมนุษยธรรม

ถ้าลองเปลี่ยนวิธีพูดเล่นเป็นว่า “ระหว่างที่สองประเทศบาห์เรน-ออสเตรเลีย ยังตกลงกันไม่ได้ ไทยจะให้ฮาคีมเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทยไปพลาง ๆ ก่อน” แบบนี้ก็คงเรียกรอยยิ้มได้มากกว่า และฟังดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

.
ุอย่างไรก็ตาม หลังจากเรื่องราวของฮาคีมกับไทย มันพลิกไปพลิกมาและโอละพ่อมาถึงจุดนี้แล้ว ผู้เขียนก็ขอสะท้อนความคิดเห็นของตนเองสักเล็กน้อย

ประเด็นเรื่องระเบียบขั้นตอนว่าใครผิดใครถูก ใครหลุดใครพลาดกันแน่ เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังจริงๆเป็นอย่างไรนั้น สืบจริง ๆ ก็คงรู้ได้ไม่ยาก

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในสายตาของผู้เขียน

ประเด็นสำคัญที่เห็นได้ชัด ทั้งจากกรณีของฮาคีม รวมกับกรณีอื่น ๆ ที่ผ่านมา มันสะท้อนอย่างหนึ่งว่า ประเทศไทยในยุคนี้ไม่ได้มีจุดยืนในการช่วยปกป้องสิทธิมนุษยชนให้แก่คนชาติอื่นที่ผ่านเข้ามาในประเทศไทย

ทำอย่างเดียวคือมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น

อันนี้ไม่ได้พูดแบบต่อว่า เพราะก็เข้าใจอยู่ว่าไทยกลัวเรื่องการกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาก และมากจนยอมมองข้ามหรือแม้แต่ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ เพียงเพราะกลัวทำให้ประเทศเสียผลประโยชน์หรือไม่ได้ผลประโยชน์

และจะยิ่งกลัวมากเป็นพิเศษหากเป็นกรณีที่เกิดกับชาติที่มีอิทธิพลอย่างจีน (หรือซาอุดีอาระเบีย) เป็นต้น เขาจะให้ส่งใครกลับไปรับโทษร้ายแรงก็ต้องรีบส่งให้เขา แม้จะเป็นเพียงฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ก็น่าเห็นใจอยู่ ในความเป็นประเทศขนาดกลางและเป็นรัฐหน้าด่านที่คนจากชาติที่มีปัญหาขัดแย้งมักนิยมมาแวะพักเพื่อลี้ภัยก่อนจะผ่านต่อไปยังประเทศที่สามต่อไป

ก็ไม่ได้ว่าอะไรดอก เพียงแต่ต้องยอมรับว่า จากสถานการณ์ที่ผ่านมาถึงขณะนี้ โลกไม่ได้มองไทยว่าเป็นประเทศที่หวังพึ่งได้ในเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชนร่วมกับโลกเสรี แต่เป็นรัฐที่เป็นมิตรกับผู้ครองอำนาจรัฐของประเทศอื่น ๆ และพร้อมจะรีบให้ความร่วมมือตามระเบียบทุกประการอย่างกระตือรือล้น โดยไม่สนใจว่าเรื่องที่ประเทศที่ขอความร่วมมือมานั้นจะไปละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนของใครหรือไม่

หรือถ้าจะให้ไทยรักษาสิทธิมนุษยชน ก็ต้องมี “ประเทศที่สามที่มีอำนาจมากพอ” มาช่วยหนุน (แกมบีบ) เสียก่อน

keyboard_arrow_up