เปิดใจ ตร. ยันไม่ได้ถีบรถเด็ก 16 จนตาย แจงขับห่างเป็นเมตร แต่เด็กซิ่งบิดเกินร้อย – ทนายป้อง มีพยานเห็นถีบ (คลิป)

จากกรณีนางจารีย์ มูลมะณี อายุ 41 ปี และนายลำไพ บัวสิน อายุ 61 ปี ชาว อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พร้อมด้วยทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เข้าร้องขอความเป็นธรรม หลังคดีของลูกชายคือ นายอนุชา มูลมะณี หรือ น้องวิ อายุ 16 ปี พร้อม นายเอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี เพื่อนนั่งซ้อนท้าย ได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.บ้านโป่ง จนประสบอุบัติเหตุแหกโค้ง ชนกำแพงสุสาน ส่งผลให้นายอนุชาเสียชีวิต ตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 61 โดยครอบครัวเชื่อตามคำยืนยันของนายเอว่า ตำรวจได้ถีบรถลูกจนเสียหลัก (อ่าน : งัดวงจรปิดกู้ศักดิ์ศรีตำรวจ โจ๋แหกด่านตายคาถนน ถูกไล่แต่ไม่ถีบรถ รอหลักฐานครบฟันผิด)

ภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะตำรวจขี่รถไล่ตามรถนายอนุชา
ภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะตำรวจขี่รถไล่ตามรถนายอนุชา

วันที่ 30 ม.ค. 62 ส.ต.ท.ธนกฤต มัตสยะวนิชกุล ตำรวจจราจร สภ.บ้านโป่ง ผู้ถูกกล่าวหา เปิดใจว่า ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่เกิดเหตุ ขณะที่ตนกำลังเตรียมปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ได้ยินเสียงเบิ้ลเครื่องท่อรถจักรยานยนต์ดัง

ส.ต.ท.ธนกฤต มัตสยะวนิชกุล ผู้ถูกกล่าวหา

ตนจึงขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปตรวจสอบ โดยพบว่านายอนุชา และนายเอกำลังขี่รถจักรยานยนต์ที่มีสภาพแต่งออกจากซุ้มประตูวัด จึงได้ขี่รถขวางไว้ แต่นายอนุชาบิดรถหลบหนีไปด้วยความเร็ว พฤติกรรมส่อมีพิรุธ จึงตัดสินใจขี่รถไล่ตาม กระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุ นายอนุชาที่ขี่รถมาด้วยความเร็วจึงหลุดโค้งเสียหลักไปชนกับกำแพง

ส.ต.ท.ธนกฤต จำลองเหตุ

ทั้งนี้ ตนขอยืนยันว่า ไม่ได้มีการถีบรถของนายอนุชาตามที่ถูกกล่าวหา โดยมีภาพหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิด ซึ่งแสดงให้เห็นระยะห่างระหว่างรถจักรยานยนต์ของตนกับนายอนุชา ขับขี่ห่างกันเกือบ 10 เมตร และพบว่านายอนุชาขับขี่มาด้วยความเร็วประมาณ 100 กม./ชม. และเป็นทางโค้งอันตราย จึงเป็นไปไม่ได้ที่ตนจะสามารถเร่งเครื่องรถในระยะทางเพียง 20 เมตร ไปประกบข้างแล้วถีบรถอีกฝ่ายเสียหลักไปชนกับกำแพง อย่างไรก็ตาม ส.ต.ท.ธนกฤต กล่าวว่า ตนก็รู้สึกเสียใจและไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่เรื่องดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย ตนต้องปฏิบัติตามหน้าที่

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ

ด้าน นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ตำรวจที่ขี่รถไล่ตามอ้างว่าไม่ได้ถีบรถเด็กล้ม จนทำให้เสียชีวิต ตนก็เชื่อตำรวจ แต่ว่านายเอที่นั่งซ้อนท้ายนายอนุชาไปด้วยนั้น ยืนยันว่าตำรวจเป็นคนถีบรถจริง ซึ่งเรื่องนี้จะต้องเข้าสู่การไต่สวนเพิ่มเติม

ส่วนคลิปภาพวงจรปิด เด็กอ้างว่ากล้องวงจรปิดไม่สามารถจับภาพช่วงที่เจ้าหน้าที่ถีบรถได้ และเห็นเพียงช่วงที่รถล้มแล้ว ซึ่งกรณีนี้ตำรวจและเด็กต่างก็อ้างได้ทั้ง 2 ฝ่าย เพราะไม่มีหลักฐานจากกล้องที่ชัดเจน แต่พยานบุคคลเป็นพยานที่ศาลเชื่ออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องดูที่รายละเอียด เช่นในคดีอื่นที่มีการตาย แล้วมีประจักษ์พยานอยู่ในที่เกิดเหตุ ประจักษ์พยานไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับผู้กระทำความผิดมาก่อน พยานไม่มีเหตุให้ใส่ร้ายผู้กระทำความผิด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะตำรวจถูกกล่าวหาว่าทำให้คนตาย

นอกจากนี้ สิ่งที่พ่อแม่ของผู้ตายต้องการที่สุดคือ “คำขอโทษ” ไม่ว่าตำรวจจะทำผิดหรือไม่ก็ตาม หากมาขอโทษ ตนเชื่อว่าครอบครัวก็คงจะพอใจ และไม่ได้ต้องการเงิน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่ตำรวจอาจจะหลุดคดีทั้งหมดก็เป็นไปได้ยาก เพราะมีการแจ้งข้อกล่าวหากับตำรวจแล้ว

keyboard_arrow_up