เปิดนาทีช่วยระทึก บ้านริมเจ้าพระยาทรุดจมครึ่งหลัง ลูกน้อยติดค้าง สุดเคว้งสูญนับแสน (คลิป)

จากกรณีบ้านริมน้ำ บริเวณท่าน้ำในซอยมหาธาตุ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทรุดตัวจมลงในแม่น้ำเจ้าพระยาครึ่งหลัง เป็นเหตุให้ทรัพย์สินร่วงลงไปในน้ำ มูลค่าร่วมแสนบาท

บ้านริมน้ำที่ได้รับความเสียหาย
บ้านริมน้ำที่ได้รับความเสียหาย

วันที่ 25 ม.ค. 62 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่บ้านริมน้ำเจ้าพระยา พบว่าสภาพชุมชนเป็นบ้านไม้ ยื่นเข้าไปในน้ำติดกันกว่า 10 หลังคาเรือน สภาพทางเดินเป็นสะพานไม้ผุเก่า โดยบ้านหลังเกิดเหตุตั้งอยู่ตรงกลางของชุมชน สภาพพื้นบ้านทรุดจมลงไปในน้ำครึ่งหลัง ทำให้ข้าวของเครื่องใช้ และกำแพงบ้านตกลงไปในน้ำทั้งหมด เหลือเพียงส่วนหลังของบ้านที่ยังอยู่ในสภาพเดิม

นายอิทธิพล ศิลป์ชัย หรือ ฟลุ๊ค ผู้อยู่ในเหตุการณ์

ด้าน นายอิทธิพล ศิลป์ชัย หรือฟลุ๊ค อายุ 17 ปี ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ขณะที่บ้านทรุดตัวถล่ม เปิดเผยว่า ช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. ตนและน้องชายวัย 7 ขวบ และ 9 ขวบ อาศัยอยู่ในบ้าน โดยน้องชาย 2 คน นั่งทำการบ้านอยู่ส่วนหลังของบ้าน ตนนั่งพับผ้าอยู่กลางบ้าน

ภาพจำลองเหตุการณ์

ขณะเกิดเหตุ นั้นไม่มีสัญญาณอะไรบอกก่อน เพราะอยู่ดี ๆ บ้านก็พังถล่มลงไปในน้ำทันที ซึ่งตนก็ตกลงไปพร้อมกับพื้นบ้านด้วย แต่ไม่ได้ตกลงไปในน้ำทั้งตัว เพราะมีเพียงขาข้างซ้ายที่พลัดตกไปในน้ำเพียงข้างเดียว ทำให้ขาบวมจากแรงกระแทก อีกทั้งยังมีพื้นบ้านเอียงและยังไม่ถล่ม ตนจึงสามารถวิ่งตะเกียกตะกายขึ้นไปบริเวณหลังบ้านที่ไม่ถล่ม ซึ่งน้องอีก 2 คนนั่งอยู่ ซึ่งสุดท้าย ชาวบ้านต้องช่วยกันนำกระบะกวนปูนลอยน้ำมารับตนและน้องคนนั่งเพื่อกลับขึ้นฝั่งทีละคน

นายอิทธิพล กล่าวอีกว่า ครอบครัวตนอยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่รุ่นย่า อาศัยอยู่มาประมาณ 30 ปี ตั้งแต่ก่อนตนเกิด ซึ่งตนผูกพันธ์กับบ้านหลังนี้มาก หลังเกิดเหตุตนก็ถึงกับร้องไห้ เพราะรู้สึกเสียใจที่บ้านพังแบบนี้จนไม่มีที่นอน

อย่างไรก็ตาม ขณะเกิดเหตุถ้าทุกคนอยู่ในบ้านก็คงจมลงไปกับน้ำ ซึ่งโชคดีที่ตนอยู่ในบ้านเพียงคนเดียว

นางสมสมร สายอุบล แม่ของเด็กผู้ชายวัย 9 ขวบ และ 7 ขวบ ที่ติดอยู่ในบ้าน

ด้าน นางสมสมร สายอุบล แม่ของเด็กผู้ชายวัย 9 ขวบ และ 7 ขวบ ที่ติดอยู่ในบ้าน เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ (24 ม.ค. 62) ตนนั่งซักผ้าอยู่บริเวณหน้าบ้าน ได้ยินเสียง โครม นึกว่าเป็นเสียงแมวกัดกันบนหลังคาบ้าน เมื่อมาดูพบว่าบ้านของตนพังถล่มลงไปในน้ำ ซึ่งขณะนั้นลูกชายวัย 7 ขวบ และ 9 ขวบ ยืนร้องไห้และร้องช่วยด้วย วินาทีนั้น ยอมรับว่าตนทำอะไรไม่ถูก แม้อยากว่ายน้ำไปช่วยลูกก็ทำไม่ได้ ตนกลัวว่าลูกจะเป็นอันตรายและกลัวว่าบ้านจะถล่มซ้ำอีก กระทั่งญาติได้นำกระบะกวนปูนชอยน้ำและว่ายไปรับลูกของตนมาขึ้นฝั่งทีละคน

นางสมสมร กล่าวต่อว่า เรื่องทรัพย์สินตนไม่ได้ห่วงอะไร ขอเพียงแค่ให้ลูกตนรอดชีวิตเท่านั้น จากนี้ตนก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร และยังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

keyboard_arrow_up