ดุเดือด ! ขอทานพ่อลูกอ่อน ปัดกุข่าวเงินบริจาคนับแสนหาย แต่กด ATM ออกมาใช้จนจำไม่ได้ เพื่อนซี้แฉถูกวานให้ซื้อเกมออนไลน์ ลั่นไม่ใช่โจร (คลิป)

จากกรณี นายขวัญ เผือกขวัญยืน คนพิการ ผู้ได้รับเงินบริจาค 110,000 บาท แต่กลับพบว่า มีเงินหายไปจากบัญชีเหลือเพียง 69 บาท โดยถูกทยอยโอนจากบัญชีไปตั้งแต่เดือน พ.ย. 61 ซึ่งเจ้าตัวสงสัยว่านายอิม คนสนิท อาจเป็นผู้นำเงินในบัญชีออกไปหรือไม่ ขณะที่นายอิมยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมนำหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้ว (อ่าน : ชายขอทานพลิกลิ้น รับกดเงินบริจาคมาใช้ หลังอ้างถูกฉก คนยังสงสารแห่ช่วยปลดหนี้)

วันที่ 8 ม.ค. 62 รายการต่างคนต่างคิด ตอน หนุ่มขอทานถูกฉกเงินบริจาคนับแสน หรือกุข่าว? ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. เชิญ นายขวัญ เผือกขวัญยืน ผู้อ้างว่าเงินหาย, นายพันธ์กร เภาเกาะ ผู้ถูกกล่าวหาขโมยเงิน, นางรุจิรัตน์ ทองคำแท้ เจ้าของหอพัก และนายรัชพล ศิริสาคร ทนายความ มาร่วมพูดคุยในรายการ

นายขวัญ เผือกขวัญยืน ผู้อ้างว่าเงินหาย

นายขวัญ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่าไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับใครเพื่อสร้างเรื่องดราม่าขอรับเงินบริจาค และไม่ได้คาดหวังว่าใครจะต้องมาบริจาคให้ตน เพราะก็ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างนี้มาตลอด โดยหลังจากที่มีผู้โพสต์เรื่องราวของตัวเองลงในโซเชียลมีเดีย ก็มีผู้แนะนำให้ตนไปเปิดบัญชี หลังจากนั้นก็มีเงินทยอยเข้ามาในบัญชีรับบริจาคตลอด รวมถึงมีผู้บริจาคส่งหลักฐานการโอนเงินมาให้ กระทั่งยอดเงินมีจำนวนถึง ประมาณแสนกว่าบาท

ตนรู้ความจริงว่าเงินบริจาคหายไปเมื่อวันที่ 5 ม.ค. ขณะที่กำลังจะนำเงินไปจ่ายค่าบ้าน ปรากฏว่าธนาคารแจ้งว่าเงินในบัญชีเหลืออยู่ 79 บาท เมื่อทราบก็รู้สึกตกใจมากจึงเดินทางไปแจ้งความ และเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เป็นการโอนเงินไปจากแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ยังพบว่า ลักษณะการถอนเงินเป็นการถอนเงินเรื่อย ๆ จำนวน 100 – 2,000 บาท ทั้งที่ตนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับบัญชีดังกล่าว

แต่เมื่อ นายขวัญ ถูกถามย้ำถึงกรณีการกดเงินสดออกมาใช้นั้น จึงยอมรับว่า ตนเคยกดเงินออกมาใช้เอง มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ไม่แน่ใจว่ากี่ครั้ง โดยการกดเงินครั้งแรกในบัญชีจำนวน 5,000 บาท ตนตั้งใจจะนำไปซื้อพัดลม แต่ไม่ได้ซื้อ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่เข้ามาที่บ้าน ประกอบกับมีคนในซอยมาขอยืมเงินของตนก่อน

ซึ่งตนรู้สึกสงสัยนายอิมนั้น เนื่องจากในวันที่ตนแจ้งรหัสและข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบบัญชีที่บ้าน นายอิมก็อยู่ด้วยภายในห้องน้ำ จึงคาดว่านายอิมได้ยินข้อมูลทั้งหมด อีกทั้งตนยังเคยให้นายอิมเติมเงินเกมโดยผูกกับบัญชีธนาคารอีกด้วย และหากใครหาว่าตนเป็นผู้โอนเงินนั้นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะจากร่างกายของตนจะพิมพ์แต่ละครั้งยังลำบาก

นายพันธ์กร เภาเกาะ ผู้ถูกกล่าวหาขโมยเงิน

ขณะที่ นายพันธ์กร หรือนายอิม กล่าวว่า ตนสนิทกับนายขวัญ ถึงขณะนี้ก็ยังสนิทกันอยู่ แต่ตนขอชี้แจงว่า วันที่ตนเข้าไปหลบในห้องน้ำนั้น เนื่องจากเห็นว่าขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่เข้ามาในห้องของนายขวัญเป็นจำนวนมาก ตนจึงไม่อยากออกไป และยืนยันว่าขณะที่อยู่ภายในห้องน้ำตนก็ไม่ได้ยินข้อมูลที่นายขวัญบอกกับเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

ส่วนเรื่องซื้อตัวละครนั้น ในวันดังกล่าวนายขวัญให้ตนซื้อตัวละครจริง เบ็ดเสร็จเป็นเงินจำนวนประมาณ 3,000 บาท และซื้อตัวละครในเกมตัวละประมาณ 400 บาท โดยมีลักษณะการโอนเงินเข้าเกมโดยตนโหลดแอปพลิเคชันเติมเงินและกรอกข้อมูลของนายขวัญ เพื่อเติมเงิน แต่ตนยืนยันว่าหลังจากการเติมเงินในครั้งนั้นตนก็ลบแอปพลิเคชันดังกล่าวแล้ว

นายพันธ์กร และนายขวัญ

ทั้งนี้ แม้ว่านายขวัญจะอ้างว่าทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชันไม่เป็น แต่ตนก็เป็นคนสอนให้อีกฝ่ายทำธุรกรรมด้วยตนเอง และยืนยันว่า นายขวัญ สามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชันได้ และสามารถซื้อตัวละครเกมผ่านธุรกรรมออนไลน์ได้

โดย นายขวัญ ชี้แจงว่า ตนยืนยันว่าเป็นการเติมเงินแค่ครั้งเดียว เพียงแต่ไม่ทราบว่ายอดเงินทั้งหมดเท่าไร แต่ที่ตนสงสัยก็เพราะหลังจากนั้นนายอิมก็มักจะนำโทรศัพท์ของตนไปเล่นอยู่บ่อยครั้ง

ซึ่ง นายอิม กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ตนมักจะขอยืมโทรศัพท์ของอีกฝ่ายไปบ่อยครั้งนั้น ก็เพื่อนำมาเล่นเกมร่วมกับนายขวัญและลูก

นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความ

ด้าน ทนายรัชพล แสดงความคิดเห็นว่า สำหรับกรณีดังกล่าวยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก ตนจึงต้องการให้มีการตรวจสอบบัญชีของนายขวัญดูก่อนว่า หากมียอดเงินหายไปตรงกับจำนวนเงินซื้อซื้อภายในเกม ก็เป็นไปได้ว่าเงินในบัญชีหายไปเพราะเกมจริง ๆ

เพราะกรณีดังกล่าวก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น เคยมีคดีมีผู้แจ้งว่าเงินหายไปและมาทราบความจริงว่าเป็นเพราะลูกกดเงินในโทรศัพท์มือถือเติมเงินเกมจนหมด ดังนั้นนอกจากบัญชีธนาคารแล้ว เจ้าหน้าที่ควรตรวจสอบบัญชีเกมดูด้วย ว่ามีการเติมเงินเข้าไปจริงหรือไม่

ขณะนี้นายอิมที่เป็นผู้ถูกสงสัยยังอยู่ห่างไกลจากความผิด และหากสอบสวนแล้วมีหลักฐานไม่แน่ชัด เจ้าหน้าที่ก็คงต้องยกผลประโยชน์ให้กับจำเลย  ส่วนเรื่องแจ้งความเท็จนั้นจะต้องดูที่เจตนาว่ามีการกลั่นแกล้งกันหรือไม่

นางรุจิรัตน์ ทองคำแท้ เจ้าของหอพัก

ขณะที่ นางรุจิรัตน์ เปิดเผยว่า นายอิมมีพฤติกรรมแปลก ๆ คือ ในระหว่างที่อยู่ในห้องของนายขวัญก็มักจะหลบหน้าตน ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ส่วนนายขวัญจากที่เห็นก็เป็นคนดี และไม่ได้พักอาศัยอยู่กับใครนอกจากลูก ส่วนเรื่องที่ว่าตนเคยไล่อีกฝ่ายจากหอพักนั้น แต่ตนเปลี่ยนใจไม่ไล่แล้ว เนื่องจากมีผู้ใจบุญมาช่วยชำระหนี้ของนายขวัญให้ทั้งหมด

ส่วนเรื่องบัญชีที่นายขวัญฝากไว้ที่ตน เป็นเพราะว่ามักจะมีคนเข้ามาขอเงินนายขวัญเป็นจำนวนมาก นายขวัญจึงนำบัญชีมาฝากไว้ที่ตน

ซึ่ง นายอิม อธิบายว่า เรื่องหลบป้าหรือเจ้าหน้าที่นั้น นายขวัญเป็นผู้บอกให้ตนกระทำอย่างนั้นเอง ตนยังขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวของกับเรื่องเงินบริจาคของนายขวัญ หากเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบอะไรตนก็ยินดีให้ความร่วมมือ

สุดท้าย นายขวัญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนต้องการชี้แจงสังคมว่า สาเหตุที่ตนไม่นำเงินบริจาคไปต่อยอดนั้น เป็นเพราะเงินที่ได้มานั้นมาเป็นก้อนย่อย ซึ่งทยอยเข้าบัญชี ตนจึงไม่รู้ว่าจะทำอะไร ตนเป็นคนมองสถานการณ์ในอนาคต เพราะแม้ว่าตนต้องการเปิดร้านขายของชำหรือธุรกิจอื่น ๆ ตนก็สามารถทำได้ด้วยเงินจำนวนดังกล่าว ไม่ว่าจะ 20,000 หรือ 50,000 ตนก็สามารถเปิดร้านได้ แต่อยู่ที่ว่ากิจการดังกล่าวนี้จะยั่งยืนไหม เพราะตนเองก็ไม่ใช่คนแข็งแรง ทอนเงินหรือซื้อของเข้าร้านก็ลำบาก ดังนั้นจึงมองว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่เพียงพอ

ตนยืนยันว่าไม่ต้องการจะเป็นขอทานไปตลอดชีวิต เพราะเป็นห่วงอนาคตของลูก ส่วนเงินบริจาคที่ได้รับมานั้น ใครส่งมาให้ตนก็ขอขอบคุณ แต่ขณะนี้ตนคงต้องขอแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการปิดบัญชี และไม่ต้องการให้ใครบริจาคเงินให้อีกแล้ว

 

keyboard_arrow_up