ส่อพลิก! หนุ่มต้องสงสัยปัดฮุบเงินแสนบริจาคช่วยชายพิการ แฉกลับส่อใช้เอง ติดเกมทั้งพ่อ – ลูก (คลิป)

จากกรณี นายขวัญ เผือกขวัญยืน คนพิการทึ่เคยเป็นข่าวนั่งขอรับเงินบริจาคบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช และมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียนำเรื่องราวมาเผยแพร่ กระทั่งมีคนเห็นใจ และให้ความช่วยเหลือบริจาคเงินทุนเพื่อให้ไปตั้งตัว มียอดบริจาคสูงถึง 110,000 บาท อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเจ้าตัวตรวจสอบเงินในบัญชี พบว่ามีเงินหายไปเหลือเพียง 69 บาท โดยถูกทยอยโอนจากบัญชีไปตั้งแต่เดือน พ.ย. 61

นายขวัญ เผือกขวัญยืน (แฟ้มภาพ)

ทั้งนี้ นายขวัญ สงสัยว่านายอิม คนสนิท อาจเป็นผู้นำเงินในบัญชีออกไปหรือไม่ เนื่องจากในวันที่เจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาให้ความช่วยเหลือเรื่องบัตรผู้พิการ ขณะนั้นนายอิมเข้าไปแอบอยู่ในห้องน้ำ และอาจจะได้ยินเลขรหัสบัตรเอทีเอ็มที่เจ้าตัวได้บอกเจ้าหน้าที่ไป (อ่าน : ชายพิการพาลูกขอทาน เชื่อคนสนิทดูดเงินแสนจากบัญชีบริจาค ตร.จ่อหมายจับ )

นายพันธ์กร เภาเกาะ หรือ อิม ผู้ต้องสงสัย

วันที่ 4 ม.ค. 61 นายพันธ์กร เภาเกาะ หรือ อิม อายุ 20 ปี ผู้ต้องสงสัย เปิดเผยว่า หลังจากตกเป็นผู้ต้องสงสัย ตนจึงเดินทางไปพบกับพนักงานสอบสวนที่ สน.บางนา พร้อมนำเอกสารความเคลื่อนไหวของบัญชีของธนาคาร ย้อนหลัง 6 เดือน ไปแสดงความบริสุทธิ์ใจแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจได้ขอบัตรประจำตัวประชาชน บัตรเอทีเอ็ม สมุดบัญชี มือถือที่มีแอปพลิเคชันโอนเงิน และซิมมือถือไปตรวจสอบ กระทั่งได้เรียกให้ไปให้ปากคำเพิ่มเติมในวันนี้

ตนเองได้แสดงความบริสุทธิ์ และยืนยันว่าไม่ได้รู้เห็นหรือไปกดเงินให้กับชายพิการคนดังกล่าว เนื่องจากชายพิการจะเป็นคนพกบัตรเอทีเอ็มติดตัวตลอดเวลา ส่วนการโอนเงินก็มักใช้แอปพลิเคชันผ่านมือถือ ตนเองไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการโอนเงินทั้งหมด อีกทั้งข้อมูลบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน ที่ได้รับจากธนาคาร ก็ไม่ปรากฏข้อมูลการรับโอนเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งในหลักฐานที่นำไปยืนยันกับตำรวจ บัญชีของตนมีเพียงการรับโอนแค่ 3 รายการ อีกทั้งยอดรวมก็ไม่ถึง 4,000 บาท โดยยอดดังกล่าวเป็นการเติมเงินในแอปพลิเคชันเกมโทรศัพท์มือถือให้กับชายพิการและลูกชาย ที่ต้องการเกม โดยตนเองก็ไม่ได้ร้องขอหรือบังคับให้ชายพิการเป็นคนโอน

นายพันธ์กร กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวเชื่อว่าชายพิการจะโอนเงินให้กับคนอื่น หรือนำไปใช้ส่วนตัว แต่ไม่มีการโอนให้กับตนเองอย่างแน่นอน ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แม้ว่าตนเองจะถูกเป็นผู้ต้องสงสัย และถูกสังคมมองว่าตนเองเป็นคนเอาเงินของชายพิการไป ก็จะไม่มีการแจ้งความหรือดำเนินคดีกลับ เพราะตนอยากจะใช้ชีวิตทำมาหากินแบบปกติ ซึ่งหากแจ้งความกันไปมา ตนมองว่าก็จะเป็นการแก้แค้นไม่รู้จบ

keyboard_arrow_up