บุกพิสูจน์เส้นทางคนบ้า ฆ่า “ซูลุยผิว” พ่องง ปั่นรถมาสุดยาก ชี้จุดศพยังผิด (คลิป)

กรณีเมื่อวานนี้ (30 ธ.ค.) ชาวบ้านกว่า 100 คน รวมตัวกันที่หน้า สภ.สระยายโสม เนื่องจากไม่พอใจที่ นายฝน ชายสติไม่ดีในหมู่บ้าน ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีของเด็กชายซูลุยผิว หรือน้องต้าแง ซึ่งเสียชีวิตในไร่อ้อย โดยกลุ่มชาวบ้านไม่เชื่อว่านายฝนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

นางแจ๋ว พันธุ์สุข ชาวไร่

วันที่ 31 ธ.ค. 61  นางแจ๋ว พันธุ์สุข ชาวไร่ ระบุว่า ตนทำไร่ขุดมันฝรั่งอยู่ใกล้กับที่จุดเกิดเหตุเป็นเวลากว่า 2 เดือน ยังไม่เคยเห็นนายฝนปั่นจักรยานสีเหลืองเข้ามาในไร่เลยสักครั้ง จากที่ตนรู้จักกับฝน ทราบว่าไม่มีชอบเข้ามาในไร่อ้อย แต่ชอบไปขอเงินชาวบ้านตามวัดมากกว่า

ตนยืนยันว่าไม่เคยเห็นฝนขี่จักรยานมาจอดในไร่ แล้วเดินเท้าจูงมือเด็กไปไหน ส่วนคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่ชาวไร่ ก็มักเป็นคนในชุมชนซึ่งขี่รถจักรยานยนต์ขับผ่านในเส้นทางภายในไร่เท่านั้น

นางแจ๋ว กล่าวอีกว่า ในช่วงวันเกิดเหตุ ตนเห็นมีแรงงานชาวเมียนมาทำไร่อยู่บ้าง แต่เป็นคนจากหมู่บ้านอื่น เข้ามาทำหน้าที่เฝ้าไร่ ปลูกอ้อย จึงไม่รู้สึกสงสัยใครเป็นพิเศษ นอกจากนี้ชาวเมียนมากลุ่มดังกล่าวยังมาช่วยหาเด็กที่หายไปอีกด้วย

ตนไม่สนิทสนมกับนายฝนมากนัก แต่พอทราบว่าอีกฝ่ายสติไม่สมประกอบ จึงไม่เชื่อว่านายฝนจะก่อคดีพรากผู้เยาว์ และนายฝนก็ไม่มีเหตุผลจะต้องล่อลวงเด็ก และไม่เคยทำอะไรใคร ตนจึงรู้สึกสงสารนายฝนเป็นอย่างมาก

ทีมข่าวปั่นจักรยาน

ขณะที่ ทีมข่าวจำลองสถานการณ์ว่า หากนายฝนปั่นจักรยานออกจากวัดนันทวัน ไปยังจุดที่เด็กหายและจุดที่พบศพจะใช้ระยะเวลาเท่าใด โดยแบ่งการจำลองการปั่นจักรยานไปยังจุดที่เด็กหายและจุดที่พบศพเป็น 2 ช่วง โดยเส้นทางที่ขับขี่ไปยังไร่อ้อยนั้นจะเป็นเส้นทางที่ผ่านหน้าบ้านของนายฝน และใช้รถจักรยานเสือหมอบสีเหลืองของนายฝน เป็นพาหนะ โดยผลจากการจำลองพบว่า

จำลองการปั่นจักรยานจากหน้าวัด ไปที่จุดเด็กหาย

กรณีจากหน้าวัดนันทวัน ไปถึง จุดเด็กหาย

ทีมข่าวใช้เวลาการขับขี่จากหน้าวัดไปจุดที่เด็กหาย โดยการปั่นด้วยความเร็วปกติ พบว่าใช้เวลาในช่วงขาไป 14.43 นาที และจากจุดที่เด็กหายกลับไปยังหน้าวัดนันทวัน โดยการปั่นด้วยความเร็วปกติ พบว่าใช้เวลา 10.12 นาที รวมระยะเวลาในการปั่นจักรยานไปกลับจากหน้าวัดถึงจุดที่เด็กหาย ใช้เวลา 24.55 นาที

จำลองการปั่นจักรยานจากหน้าวัดนันทวัน ไปที่จุดพบศพ

กรณีจากหน้าวัดนันทวันไปถึงจุดที่พบศพเด็ก
ทีมข่าวได้ใช้เวลาการขับขี่จากหน้าวัดไปจุดที่พบศพเด็ก โดยการปั่นด้วยความเร็วปกติ พบว่าใช้เวลาในช่วงขาไป 17.33 นาที และจากจุดที่พบศพเด็กกลับไปหน้าวัดนันทวัน โดยการปั่นด้วยความเร็วปกติ พบว่าใช้เวลาในช่วงขากลับ 18.05 นาที รวมระยะเวลาในการปั่นจักรยานไปกลับจากหน้าวัดถึงจุดที่เด็กหาย ใช้เวลา 35.38 นาที

ทีมข่าวทดลองปั่นจักรยานภายในไร่อ้อย

นอกจากนี้ ระหว่างการขับขี่พบว่ามีอุปสรรคคือ หากปั่นจักรยานลงไปในไร่อ้อยซึ่งเป็นถนนลูกรัง ผู้ปั่นจะต้องออกกำลังขามากขึ้น และหากนายฝนเป็นผู้ที่กล้ามเนื้อช่วงขาอ่อนแรง ก็อาจใช้เวลาในการปั่นจักรยานมากกว่าคนปกติ

ด้าน นายสมจิตร ชิมมา พ่อของนายฝน ระบุว่า ขณะนั้นนายฝนชี้บอกกับตำรวจ และพูดว่า “เด็กมันหล่นลงไป” ตำรวจจึงถามว่านายฝนได้ช่วยเด็กหรือไม่ ฝนก็ตอบอีกว่า “ช่วยไม่ได้ ดึงแขนไม่ได้ เดี๋ยวตกน้ำไปด้วยกัน” ซึ่งขณะนั้นตนเห็นว่าลูกชี้ไม่ตรงกับจุดพบศพเด็ก ต่อมา ฝนกับตำรวจจึงเดินย้อนกลับมายังจุดที่พบศพ เจ้าหน้าที่สอบถามกับฝนอีกรอบว่า “ใช่ตรงนี้หรือเปล่า” นายฝนก็ตอบว่า “เออ”

ตนเห็นว่าเรื่องดังกล่าวนี้ผิดสังเกต เนื่องจากลูกของตนสติไม่ดี แล้วทำไมตำรวจยังถามหรือบังคับอะไรกับลูกของเขาอีก

นางเกด (นามสมมติ) แม่ค้าร้านขายของชำ

นอกจากนี้ นางเกด (นามสมมติ) แม่ค้าร้านขายของชำ ระบุว่า ปกติแล้วนายฝนมักจะมาซื้อน้ำอัดลมที่ร้านเป็นประจำ หากวันไหนไม่มีเงินก็จะไปบีบนวดลูกค้าในร้าน เพื่อขอเงินซื้อน้ำอัดลม โดยนายฝนมักจะซื้อน้ำอัดลมมากกว่า 3 ขวด ต่อวัน โดยจะปั่นจักรยานมาซื้อครั้งละ 1 ขวด จากนั้นจึงกลับวัด

ทั้งนี้ ฝนเคยซื้อกาแฟกระป๋องขวดสีแดง ไปถวายพระในวัด แต่ตนจำไม่ได้ว่าวันเกิดเหตุ นายฝนได้มาซื้อหรือไม่

นางเกด กล่าวอีกว่า ตนไม่เชื่อว่านายฝนมีความเกี่ยวข้องกับคดีของเด็กชายซูลุยผิว เนื่องจากนิสัยของนายฝนไม่ใช่คนดุร้าย แต่ก็อาจจะโกรธบ้าง หากใครไปดุเขาก่อน โดยจะมีอาการลักษณะนี้ในช่วงที่ขาดยา

อย่างไรก็ตาม คนในหมู่บ้านไม่เคยมีเหตุทำร้ายหรือลักขโมยของใคร ตนจึงไม่สงสัยคนในหมู่บ้าน อีกทั้ง นายฝนยังเคยรับทำหน้าที่สายสืบ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สระยายโสม อีกด้วย

นางสมปอง วงษ์น้อย ชาวบ้านหมู่ 9

ที่วัดนันทวัน ซึ่งในวันนี้มีการจัดงานสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งจะเริ่มสวดในเวลา 23.00 น.เป็นต้นไป โดย นางสมปอง วงษ์น้อย ชาวบ้านหมู่ 9 กล่าวว่า ทุกปีที่มีการสวดมนต์ข้ามปี นายฝนก็จะมาร่วมงานด้วยเสมอ และไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานบวช หรืองานศพ ก็จะพบนายฝนอยู่ภายในวัด โดยมักทำหน้าที่ช่วยเหลือพระจัดงานต่าง ๆ นอกจากนี้นายฝนเคยบวชเรียนที่วัดเป็นเวลา 2 ปี แต่เนื่องจากมีความพิการทางสมองจึงทำให้ไม่สามารถบวชเรียน เรียนภาษาบาลี หรือสวดมนต์ได้

นางสมปอง ยอมรับว่า บรรยากาศการจัดงานสวดมนต์ข้ามปีในวันนี้ค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากไม่มีนายฝนเหมือนเช่นเคย

ตนไม่เชื่อว่านายฝนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเด็กชายต้าแง เพราะเด็กในหมู่บ้านจะเรียกเขาว่า “พี่ฝน ๆ” แม้แต่ลูกสาวของตนยังบอกว่าไม่เชื่อว่านายฝนจะเป็นคนก่อเหตุ แล้วหากยิ่งบอกว่านายฝนเป็นผู้จูงมือเด็กไปนั้น ตนก็ยิ่งไม่เชื่อ เนื่องจากอีกฝ่ายสติไม่ดี และสื่อสารกับคนอื่นค่อนข้างยาก ยิ่งเป็นเด็กชาวเมียนมาจึงไม่น่าจะคุยกันได้รู้เรื่อง

นางสมปอง กล่าวต่อว่า วันนี้ตนตั้งใจสวดมนต์ข้ามปี เพื่อภาวนาให้นายฝนพ้นคดี เพราะทุกคนในหมู่บ้านรู้สึกรักนายฝนเหมือนเด็กคนหนึ่ง เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ใช่คนใจร้าย หากใครดีก็จะดีตอบ และไม่เคยลงมือทำร้ายใคร ซึ่งตนก็รู้สึกสงสารที่อีกฝ่ายต้องถูกแจ้งข้อกล่าวหา และรู้สึกคาใจว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจับคนสติไม่ดี เพราะในความรู้สึกตนอย่างไรนายฝนก็ไม่ใช่คนผิด

keyboard_arrow_up