มือปืนยิงควายสะอื้น แฉคนเลี้ยงปล่อยฝูงพังที่นับทศวรรษ ต้องพาลูกหนีโจร แถมโรครุม (คลิป)

จากกรณีเกิดเหตุชาวบ้านในพื้นที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ถูกเพื่อนบ้านยิงควายที่เลี้ยง หลังควายข้ามไปกินหญ้าในที่ดินของอีกฝ่าย ทำให้ควายตายไป 1 ตัว และอีกตัวมีอาการบาดเจ็บบริเวณขา โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 61 (อ่าน : มือยิงควายรับจนตรอก ลั่นไกมีสติ บอกถูกกระทำ ถ้ายอมมากกว่านี้อาจไม่ใช่แค่ชีวิตสัตว์ที่บุกรุก)

นายพีรพงษ์ พงษ์วัฒนกุล ผู้ยิงควาย

วันที่ 28 ธ.ค. 61 นายพีรพงษ์ พงษ์วัฒนกุล ผู้ยิงควาย กล่าวทั้งน้ำตาว่า ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของตนอยู่ด้วยกัน 3 คน โดยมีลูกสาว อายุ 11 ปี และแม่ยาย ตั้งแต่เกิดเรื่องในอดีตที่ควายมารุกที่ ตนจึงต้องย้ายลูกสาว และแม่ยายออกจากบ้าน ไปอยู่กับทางครอบครัวภรรยาถึง 2 ปี กระทั่งตอนนี้ลูกสาวอายุ 13 ปี ซึ่งตนไม่ได้บอกเหตุผลกับลูกสาวที่ต้องให้ย้ายออกไป แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่บ้านตอนนี้ หากตนยังไม่สามารถกู้กิจการได้ ก็ยังไม่สามารถรับลูกกลับมาอยู่ด้วยกันได้ ตนต้องอยู่ที่บ้านนี้คนเดียว เพื่อต่อสู้กับเพื่อนบ้านทั้งหมด

ตนอยากถามอีกฝ่ายว่า จะต้องทนถึงขนาดไหน ต้องทนที่จะแยกจากลูก ต้องทนที่จะฟื้นกิจการเพื่อจะพาลูกกลับมา ตนเหนื่อยที่ต้องเลี้ยงเป็ด แต่ต้องหันมาเห็นคนเลี้ยงควายที่นอนเปลอยู่อย่างสบายใจ แล้วปล่อยสัตว์มารุกรานที่ของตน ทั้งที่ตนป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินที่ขา มา 10 ปี ตนก็ไม่เคยบอกใคร ลูกสาวก็ยังไม่รู้ ตนต้องทนทำงานไปแล้วเลือดออกไปด้วย อีกทั้งยังต้องวิ่งไปไล่ควายอีก

พื้นที่ของนายพีรพงษ์ และพื้นที่เลี้ยงควาย

นายพีรพงษ์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ตนเหมือนอยู่ตัวคนเดียว เพราะเกรงญาติพี่น้อง ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเดือดร้อน แต่สิ่งที่ตนทำไปแล้วก็ยอมรับผิด เพราะตนทำจริง และที่ตนพูดวันนี้ ไม่ใช่การแก้ต่างเรื่องยิงควาย แต่ขอแก้ต่างเรื่องที่คนเข้าใจผิดว่าตนเป็นลูกนักการเมือง และมีอิทธิพล ตนอยากให้มาดูบริเวณบ้านว่าใครล้อมใครอยู่กันแน่ และตระกูลของตนทำแต่ประโยชน์ให้กับสังคม

แนวรั้วสังกะสีบริเวณติดกับบ้านของนายสมนึก

นอกจากนี้ ที่อีกฝ่ายรับปากว่าจะกั้นรั้ว ไม่ให้ควายมารุกที่อีกนั้น ก็คงต้องดูกันต่อไปว่าจะทำจริงหรือไม่ เพราะการรับปากแบบนี้ ก็พูดได้ แต่การกระทำสำคัญที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายก็บอกว่าจะล้อมรั้วให้ แต่ก็ไม่เคยเห็นทำได้จริง ตนก็คงต้องอดทนดูต่อไปว่าอีกฝ่ายทำอย่างไร จะมีสัจจะมากน้อยแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องดูกันที่การกระทำ ไม่ได้ดูแค่ที่คำพูด

นายพีรพงษ์ ร้องไห้อย่างหนัก พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ตนอยากให้ลูกกลับมาอยู่ด้วยกัน ตนคิดถึงลูกมาก ตนรักพ่อและญาติพี่น้อง แล้วจะต้องให้ตนอดทนถึงขนาดไหน”

keyboard_arrow_up