พ่อแฉ แก๊งโจ๋ขืนใจลูกถึง 9 คน แถมรุมโทรมเพื่อนลูกด้วย รับตำรวจขอโทษ พูดห่วงอนาคตคนผิด (คลิป)

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพ และคลิปวิดีโอ โดยผู้โพตส์เข้าไปไปทำร้ายกลุ่มวัยรุ่น พร้อมระบุ ว่าอยากเตือนภัยชาวสระบุรีเนื่องจากลูกสาวตนเอง ถูกวัยรุ่น 5 คนนี้ ฉุดไปรุมโทรมข่มขืนในร้าน 20 บาททุกอย่าง และผู้เป็นพ่อของ เด็กหญิงวัย 12 ปี ได้ โพสต์ข้อความต่อว่า หลังเกิดเหตุ มีอบต. คนหนึ่ง พยายามเคลียร์และจ่ายเงินเพื่อจบเรื่อง

ล่าสุด ปลัด อบต.ผึ้งรวง อ.เมือง จ.สระบุรี มีความเห็นร่วมกันว่านายสังวาลย์ ไม่เหมาะสมที่จะเป็นสมาชิก อบต.และประธานสภา อบต.ผึ้งรวง อีกต่อไป โดยจะเชิญนายสังวาลย์มาคุย และขอให้ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกและประธานสภา ภายใน 12.00 น. วันที่ 19 ธ.ค. (อ่าน : สั่งปลด! ประธานสภา อบต.ผึ้งรวง เซ่นคดีรุมโทรมเด็ก 12 เมียเผยสามีไม่ได้มีเจตนาร้าย)

วันที่ 19 ธ.ค. 61 รายการต่างคนต่างคิด ตอน พ่อจี้จับแก๊งโจ๋รุมโทรมลูก มี 7 คน! ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. เชิญ คุณรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม, คุณอาคม พ่อผู้เสียหาย, คุณต้น เพื่อนพ่อผู้เสียหาย, คุณณัชพล สุพัฒนะ พรรคไทยศรีวิไลย์ มาร่วมพูดคุยในรายการ

คุณอาคม พ่อผู้เสียหาย

คุณอาคม กล่าวว่า หลังจากทราบความจริงจากแม่ของน้องเจน ผู้เสียหาย ตนจึงรีบเดินทางมาที่ จ.สระบุรี ทันที ระหว่างนั้นตนบอกให้เพื่อนรีบไปแจ้งความ เพื่อนของตนจึงรีบไปล็อกกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุทั้งหมดมาที่บ้าน พร้อมเล่าให้ฟังว่า มี อบต. คนหนึ่งเดินทางมากับกลุ่มผู้ปกครองของวัยรุ่นด้วย พร้อมมาเจรจาไกล่เกลี่ยโดยอ้างถึงคนยศสูง และพยายามต่อรองเรื่องเงินเพื่อไม่ให้เป็นคดี

หลังจากเดินทางมาถึง ด้วยอารณ์โมโห ตนจึงวิ่งเข้าไปเตะปลายคางหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุ และทำร้ายผู้ปกครอง รวมถึง อบต. ทันที นอกจากนี้ ในวันดังกล่าวกลุ่มเด็กที่ก่อเหตุและผู้ปกครองยังไม่ยกมือไหว้หรือพูดขอโทษตน จึงทำให้การนัดพูดคุยไปจบที่โรงพัก

นอกจากนี้ตนรู้สึกคาใจ อบต.ที่อยู่วันเกิดเหตุ เนื่องจากในวันดังกล่าว อบต. เข้ามาพูดสอบถามกับลูกสาวตนด้วยคำถามที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เช่น เสร็จไหม ทั้งยังกล่าวหาว่าลูกสาวของตนไปมั่วกับกลุ่มผู้เสียหายอีกด้วย ขณะนี้ทราบว่า อบต.ถูกกดดันให้ลาออกแล้ว ตนก็เห็นว่าสมควร

คลิปสัมภาษณ์ นก ผู้เสียหายอีกราย

คุณอาคม กล่าวอีกว่า ตอนแรกตนสงสัยว่านกอาจเป็นนางนกต่อลวงลูกสาวตน แต่หลังจากเรื่องดังกล่าว จึงทราบว่านกเองก็เป็นหนึ่งในผู้เสียหายด้วย

โดย นก เล่าว่า วันเกิดเหตุ นกนัดเจอกับผู้ชายที่รู้จักกันผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ทั้งคู่จะมาเจอกันเป็นวันแรก โดยฝ่ายชายนัดนกให้ไปขับรถเล่น ลูกสาวตนจึงตามออกไปด้วย จากนั้นชายคนดังกล่าวพาทั้งคู่มาส่งที่บริเวณร้านที่เกิดเหตุ และอ้างว่ามีธุระก่อนขับรถหายไป จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นก็ลงมือข่มขืน ทั้งนกและลูกสาวของตน โดยการข่มขืนมีลักษณะข่มขืนวนสลับกันไป ซึ่งนกสามารถจำใบหน้าของผู้ก่อเหตุทั้งหมดประมาณ 7-8 คนได้ แต่อาจจำชื่อได้ไม่หมด

ส่วนเรื่องชายที่อ้างว่าออกไปซื้อบุหรี่แล้วไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น นกเปิดเผยว่า จริง ๆ แล้วชายคนนี้กลับมาในขณะที่ยังมีการข่มขืนอยู่ จากนั้นจึงเดินมานั่งเล่นเกมอยู่ภายในร้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อีกทั้งหลังเกิดเหตุ ชายที่มาส่งนกและลูกของตนก็ขับรถมารับพอดี ซึ่งตนเห็นว่าความบังเอิญเกินไป

ด้าน คุณต้น กล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวทำให้ตนสงสัยว่า อาจมีการก่อเหตุในลักษณะนี้บ่อยหรือไม่ เนื่องจากผู้ที่กระทำและผู้ที่ดูการกระทำแล้วนั่งเล่นเกมอยู่นั้น เหมือนจะไม่รู้สึกอะไร อีกทั้งยังพบว่ามีคนคอยมาเคลียร์เรื่องให้อีกด้วย

คุณรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม

จากนั้น คุณรณณรงค์ แสดงความคิดเห็นว่า เรื่องที่ว่าใครจะทำหรือไม่ทำ ขอเพียงอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ก็สามารถแจ้งข้อหาได้ทั้งหมด โดยอาจเป็นข้อหาสนับสนุนหรือร่วมกันรุมโทรมก็ได้ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ทราบว่าผู้ที่เล่นเกมอยู่นั้น จะเป็นการเล่นเกมจริง ๆ หรือเป็นการเฝ้าต้นทางกันแน่ เพราะคนผิดอาจพูดอย่างไรก็ได้เพื่อเอาตัวรอด เนื่องจากหากบริสุทธิ์ใจจริง ๆ เมื่อรู้ว่ามีการข่มขืนเกิดขึ้นก็ควรต้องแจ้งเจ้าหน้าที่แล้ว

คุณรณณรงค์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่อง อบต. สอบถามเด็กด้วยคำถามที่ไม่ควรนั้นถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างร้ายแรง เพราะขนาดเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีสิทธิถามผู้เสียหายถึงขนาดนั้น อบต. รายนี้อาจถูกข้อหาหมิ่นประมาทได้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ปล่อยให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นได้อย่างไร เหตุใดจึงไม่นำตัวคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาที่สถานีตำรวจเพื่อให้สหวิชาชีพเป็นผู้สอบปากคำ

ส่วนเหตุการณ์ที่พ่อเด็กทำร้ายผู้ก่อเหตุนั้น ตนเข้าใจว่าเป็นโทสะ เพราะหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เป็นใครก็ต้องโมโหอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้พ่อของผู้เสียหายก็จะต้องรับผิดเรื่องทำร้ายร่างกาย และอาจต้องจ่ายเงินให้กับผู้ที่ข่มขืนลูกสาวเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวอีกด้วย

สำหรับกรณีนี้ สังคมจะต้องมองเรื่องนี้แยกเป็น 2 คดี คือ รุมโทรม และทำร้ายร่างกาย ซึ่งพ่อของเด็กเองก็มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากผู้ปกครองของกลุ่มวัยรุ่นด้วยเช่นกัน เนื่องจากไม่ดูแลบุตรหลานให้ดี

คุณณัชพล สุพัฒนะ พรรคไทยศรีวิไลย์

จากนั้น คุณณัชพล แสดงความคิดเห็นว่า ตนสังเกตว่าคดีนี้ค่อนข้างผิดปกติ เหมือนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยเต็มใจทำคดีเสียเท่าไร ทั้งยังทราบมาว่ามีการพูดเกลี้ยกล่อมให้ยอมความ ขณะนี้ตนจึงทำได้เพียงแค่กดดันเจ้าหน้าที่ให้เร่งดำเนินคดี และทราบอีกว่า ขณะนี้กองปราบจะเข้ามาดูแลเรื่องแล้ว แต่ตำรวจพื้นที่ยังไม่มีการลงเลขคดีเลยด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องที่มีคนบอกว่า ตนมาช่วยในคดีนี้เพราะเป็นช่วงใกล้เลือกตั้งนั้น ถือว่าเป็นคำพูดที่ใจร้ายมาก เพราะตนต่อสู้เรื่องพวกนี้มานานแล้ว

ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 2 วัน คดีข่มขืนก็ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะเจ้าหน้าที่ไปเร่งรัดเรื่องคดีที่พ่อของผู้เสียหายทำร้ายร่างกายกลุ่มวัยรุ่นมากว่า อีกทั้งทราบว่ายังมีการพาไปทำแผนกันมาแล้ว ซึ่งตนเห็นว่าไม่มีความจำเป็น และอาจเป็นการข่มขู่ฝ่ายผู้เสียหายอีกวิธีหนึ่ง เรื่องดังกล่าวนี้หากใครมีส่วนรู้เห็นจะต้องจัดการให้หมด

ด้าน คุณรณณรงค์ กล่าวว่า ตนเองก็แปลกใจเช่นเดียวกัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ควรทำคดีหลักก่อน แล้วจึงค่อยมาทำคดีทำร้ายร่างกาย การกระทำของเจ้าหน้าที่อาจส่งผลให้ครอบครัวของผู้เสียหายรู้สึกอึดอัด อีกทั้งขณะนี้พบว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สอบสวน หรือเปลี่ยนพนักงานสอบสวนเลยด้วยซ้ำ

แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง สาเหตุที่เจ้าหน้าที่เร่งรัดคดีทำร้ายร่างกายก่อน อาจเพราะเป็นคดีที่ต้องขึ้นศาลผู้ใหญ่ ทำให้คดีมีความรวดเร็วกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานว่าจะเร่งรัดคดีใด แต่ตามปกติแล้วก็ควรจะเร่งคดีข่มขืนก่อน ซึ่งหากผู้เสียหายเห็นว่าการดำเนินการของตำรวจในพื้นที่ไม่มีความเป็นธรรม ตนแนะนำให้ยื่นเรื่องมาที่กองปราบฯ ซึ่งเป็นคนนอกและคนกลางให้ช่วยดำเนินคดีให้

รายการต่างคนต่างคิด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34

คุณอาคมและคุณต้น กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มาบอกว่าเป็นห่วงอนาคตของผู้ก่อเหตุนั้น เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้มาขอโทษกับตนแล้ว ตนจึงไม่รู้สึกติดใจ แต่ฝ่ายผู้เสียหายรู้สึกข้องใจที่เจ้าหน้าที่ไปเร่งรัดคดีทำร้ายร่างกายก่อน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเล็กหากเทียบกับเรื่องข่มขืน

ต่อมา คุณรณณรงค์ กล่าวว่า เรื่องที่เจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาบอกว่าเป็นห่วงอนาคตของผู้ก่อเหตุนั้น ตนเห็นว่า ตำรวจควรทำหน้าที่ของตัวเองไป ไม่ใช่โทรศัพท์พูดไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหายในคดีที่ยอมความไม่ได้เช่นนี้

สุดท้าย คุณอาคม เปิดเผยว่า หลังเกิดเรื่องขึ้นตนยังไม่ได้พูดคุยกับอะไรกับลูกสาวมากนัก แต่ก็บอกให้ลูกอย่าเครียด และครอบครัวจะช่วยกันหาทางออกให้กับเรื่องนี้ และให้เจ้าหน้าที่พยาบาลและหน่วยงานอื่น ๆ ช่วยดูแลลูกของตนแล้ว ส่วนเรื่องคดีความ ตนต้องการให้ดำเนินการอย่างยุติธรรมที่สุด และตนจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดอย่างแน่นอน

keyboard_arrow_up