สุดถ่อย แก๊งชนตบทรัพย์ฆ่าคนแก่ โผล่ขู่ฆ่าเหยื่อคาถนน ญาติรับทำเป็นอาชีพ (คลิป)

กรณีผู้เสียหายจาก ต.สำโรงชัย อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ร้องเรียนกับสื่อมวลชนว่า พ่อถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ทำร้ายจนเสียชีวิต โดยเล่าว่าพ่อ ผู้เสียหาย ขับรถกระบะเฉี่ยวชนรถกระบะของคู่กรณี ทำให้กันชนหน้ารถคู่กรณีได้หลุดห้อยลงมา แต่รถกระบะของพ่อพบเพียงร่องรอยเฉี่ยวกันที่ท้ายกระบะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยกลุ่มชายฉกรรจ์ได้เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อไม่ยอม ก็ถูกรุมชกต่อยจนสาหัส จึงคาดว่ากลุ่มของรถคู่กรณีอาจเป็น “แก๊งค์ตบทรัพย์” เพราะมีลักษณะการทำเป็นขบวนการ (อ่าน : ล่ากระบะชนตบทรัพย์สุดเถื่อน ทืบเหยื่อตาย ลูกแฉช่วงเผชิญโจร – ภาพชัดเป็นขบวนการ)

พ.ต.ท.ลือชัย แตงร่ม รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ไพศาลี

วันที่ 14 ธ.ค. 61 ที่ สภ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ พ.ต.ท.ลือชัย แตงร่ม รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ไพศาลี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกลุ่มคนซึ่งอ้างว่าเฉี่ยวชนกับรถคันอื่นเพื่อที่จะเรียกร้องทรัพย์สิน และมีการทำร้ายร่างกายถึงขั้นคนขับรถเสียชีวิตนั้น จากการสอบปากคำกับญาติ ทราบว่ามีผู้กระทำผิดทั้งสิ้น 3 คน พนักงานสืบสวนตรวจสอบ ทราบตัวคนร้ายแล้ว 1 คน คือ นายวิศรุต อนันทวัน หรือ ตือ อายุ 25 ปี ภูมิลำเนาอยู่ใน จ.ร้อยเอ็ด ขณะนี้ออกหมายจับแล้ว ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย

นายวิศรุต อนันทวัน หรือตือ อายุ 25 ปี ผู้ต้องหา

เบื้องต้น จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทราบว่าเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ก่อเหตุเคยมีประวัติการกรรโชกทรัพย์ ในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น คาดว่ามีพฤติกรรมลักษณะเดียวกันคือ อ้างว่าถูกขับรถเฉี่ยวชน พร้อมทั้งเรียกกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหาย โดยกลุ่มคนร้ายไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนถึงแก่ความตาย ซึ่งทาง สภ.ไพศาลี จะมีการประสานงานร่วมกับทาง สภ.บ้านไผ่ เพื่อเร่งรัดติดตามผู้กระทำผิดมารับโทษต่อไป คาดว่าจะสามารถจับกุมตัวคนร้ายในไม่ช้านี้

นายยศธร ฉัตรทอง หรือ อึ่ง ผู้เห็นเหตุการณ์

จากนั้น นายยศธร ฉัตรทอง หรือ อึ่ง พนักงานร้านค้าไม้ ผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนนั่งทำงานอยู่หลังร้าน เมื่อได้ยินเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือ จึงได้รีบออกไปดู พบเพียงรถกระบะสีเทา ที่ขับออกไปอย่างเร่งรีบ ส่วนสภาพของนายปัญญา คุ้มตระกูล นอนหงาย ตาค้าง มีบาดแผลบริเวณหน้าผาก ตนจึงอาสาขับรถนำนายปัญญาไปส่งโรงพยาบาล

สถานที่เกิดเหตุ บริเวณถนนหน้าร้านค้าไม้

ทั้งนี้ ตนเพิ่งเคยเห็นคนโดนคนร้ายในลักษณะเช่นนี้เป็นครั้งแรก และมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรง คล้ายกับหวังจะเอาชีวิต จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

นางสมปอง คุ้มตระกูล ภรรยาของนายปัญญา คุ้มตระกูล ผู้เสียชีวิต

ขณะเดียวกัน นางสมปอง คุ้มตระกูล ภรรยาของนายปัญญา คุ้มตระกูล ผู้เสียชีวิต กล่าวทั้งน้ำตาว่า ในวันเกิดเหตุ นอกจากตนกับลูกสาวแล้ว ยังมีลูกชายวัย 13 ปี กับหลานชายวัย 2 ขวบ นั่งรถไปด้วยกัน ขณะเกิดเหตุ ทุกคนลงจากรถ ทำให้เห็นเหตุการณ์ที่สามีตนถูกทำร้ายร่างกายทั้งหมด

รถกระบะของครอบครัวคุ้มตระกูล

คนที่เริ่มต่อยสามีตน คือ นายวิศรุต นอกจากนี้ ตนยืนยันว่า รถไม่ได้ชนกัน เพียงแต่ก่อนเกิดเหตุ มีเสียงล้อรถตนเหยียบอะไรบางอย่างดัง “กึก” คล้ายกับเสียงเหยียบแก้วบนถนนเท่านั้น ส่วนด้านสภาพจิตใจของครอบครัวยังคงอยู่ในความตกใจ และเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น กลัวว่าจะไม่สามารถตามจับคนร้ายได้ เพราะแม้ว่าจะมีหมายจับ แต่หากผู้กระทำผิดยังลอยนวลอยู่ ตนก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจ อีกทั้งทราบว่าคนร้ายเคยก่อเหตุแบบนี้ในอีกหลายพื้นที่ด้วย

นายปัญญา คุ้มตระกูล ผู้เสียชีวิต

นางสมปอง กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ครอบครัวก็ไม่รู้จะอยู่กันอย่างไร เพราะขาดหัวหน้าครอบครัวไปแล้ว ขอเพียงให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดติดตามจับคนร้ายอย่างเต็มที่ ซึ่งตนกลัวว่าคนร้ายจะเปลี่ยนทะเบียนรถหนีไปเรื่อย ๆ เพราะคาดว่าคงรู้ตัวว่าตำรวจออกหมายจับแล้ว นอกจากนี้ หลังงานเผาศพ กระโหลกศีรษะกับส่วนหน้าอก เผาไม่ไหม้ ตนจึงเชื่อว่าเป็นเพราะสามียังห่วงครอบครัว ห่วงหลาน เนื่องจากสามีรักหลานมาก

บริเวณบ้านของนายวิศรุต อนันทวัน หรือ ตือ ผู้ต้องหา

จากนั้น ทีมข่าวเดินทางลงพื้นที่บ้านของนายวิศรุต อนันทวัน หรือ ตือ ผู้ต้องหา ตั้งอยู่ที่ ต.แสนชาติ จ.ร้อยเอ็ด โดยไม่พบตัวของนายตือ โดยมีแต่เพียงญาติที่อาศัยอยู่เท่านั้น ส่วนรถที่ปรากฏในภาพวงจรปิดที่ใช้ก่อเหตุ ก็ไม่พบว่าจอดทิ้งไว้ที่บ้านแต่อย่างใด

นางชา (นามสมมติ) น้าของนายวิศรุต

โดย นางชา (นามสมมติ) น้าของนายวิศรุต เปิดเผยว่า นายตือเป็นคนที่มีนิสัยเป็นคนปกติ ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าจะเป็นคนก่อเหตุปล้นชิงทรัพย์ หรือมีลักษณะเป็นโจร กระทั่งหลังเกิดเรื่องขึ้น นายตือก็หายออกจากบ้านไป ยังติดต่อไม่ได้ราว 2 สัปดาห์แล้ว ยอมรับว่า ตนทราบว่านายตือมักออกไปมีพฤติกรรมเรียกทรัพย์แบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าไปก่อเหตุลักษณะใด เพราะเวลาออกไปต่างพื้นที่ นายตือจะอ้างว่าไปธุระ และมักไปกันเป็นกลุ่มกับเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ หลังจากที่เป็นข่าวโด่งดัง รวมถึงทราบว่าถูกออกหมายจับ ตนก็รู้สึกเป็นห่วง และตกใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ตนพยายามสอน และบอกกับนายตือ หลานชายแล้วว่า ให้เลิกทำนิสัยแบบนั้น แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมรับ และปฏิเสธว่า “ไม่ได้ทำ” ซึ่งการก่อเหตุครั้งล่าสุด ตนทราบว่าหลานชายไปก่อเรื่องเอาไว้ และเป็นครั้งแรกที่มีการออกหมายจับ

นางเสน่ห์ ชานุวัตร ภรรยาของผู้เสียหาย

นอกจากนี้ ทีมข่าวยังเดินทางมาพูดคุยกับผู้เสียหายอีกรายหนึ่ง ที่ ต.วังหิน อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ โดย นางเสน่ห์ ชานุวัตร ภรรยาของผู้เสียหาย เล่าว่า เหตุเกิดเมื่อช่วงบ่าย ของวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตนเองกับสามีขับรถกระบะไปทำธุระที่อ.ชนแดน ช่วงที่ไปถึงจุดเกิดเหตุ บริเวณบ้านเนินคาย ต.วังศาล อ.วังโป่ง ตนกับสามีสังเกตเห็นว่ามีรถยนต์กระบะสีเทาของคู่กรณีขับตามมา ได้ขับแซงรถของพวกตนไป แต่ไม่เร่งเครื่องไปเสียที ยังคงขับเอื่อย ๆ ชะลอรถ ทั้งที่ถนนโล่ง

รถกระบะคู่กรณีของป้าเสน่ห์ ในวันเกิดเหตุ

จากนั้น สามีจึงตัดสินใจขับแซง แต่รถคู่กรณีกลับเร่งเครื่องแรงขึ้น กันไม่ให้พวกตนแซงไป ลักษณะเหมือนจงใจให้ล้อหน้าเฉี่ยวชนกับรถของตน และเมื่อพบว่ารถเฉี่ยว สามีจึงตัดสินใจจอดรถ โดยตนก็เริ่มผิดสังเกตว่า เมื่อจอดรถ คู่กรณีก็จะขับรถถอยหลังมาจอดท้ายรถของตนดังเดิม ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่า คู่กรณีคงมองเห็นว่ารถพวกตนมีกล้องหน้ารถ แล้วคงกลัวว่าจะมีการบันทึกภาพเอาไว้ได้

จากนั้น ทั้งตนและคู่กรณีลงมาเจรจากัน โดยคนขับรถเสื้อสีขาว เปิดประตูลงมาและพูดจาไม่ดี ทำนองว่า “ขับรถกันยังไง มันทางแซงไม่ได้แล้วจะแซงทำไม” ตนจึงตอบไปว่า “ถ้าคุณขับรถเบาหน่อย รถเราก็แซงได้แล้ว” แต่กลับถูกเขาต่อว่าด้วยคำหยาบคาย ตนจึงพูดว่ารถมีประกัน และจะติดต่อประกันให้เข้ามาดูแล จากนั้น ตนจึงโทรศัพท์ไปหาลูกว่าจะทำอย่างไรเรื่องประกันรถ

ทะเบียนของรถกระบะที่ก่อเหตุ ใน 2 เหตุการณ์ โดยเหตุในวันที่ 7-8 ธ.ค. 61

ป้าเสน่ห์ เล่าต่อว่า ขณะนั้นตนก็รู้สึกโมโหอยู่ในใจ แต่ยังพยายามใจเย็น แต่คู่กรณีพยายามถามว่ารถตนเป็นประกันชั้นอะไร ตนจึงเผลอตอบว่า “ไม่แน่ใจ แต่ที่ทำประกันไว้ ก็เพราะกันไอ้พวกตบทรัพย์” เมื่อคู่กรณีได้ยินคำพูดของตน ชายเสื้อขาวก็โมโหกว่าเดิม และจะเข้ามาทำร้ายตน โดยพูดว่า “มึงพูดอย่างงี้ได้ยังไง หาว่ากูเป็นพวกตบทรัพย์” กระทั่งเกิดการเถียงกันไปมา ชายเสื้อขาวจึงบอกให้ตนเรียกสามีลงมาจากรถ เมื่อสามีลงมาจากรถ ก็ยังคงเจรจากับอีกฝ่ายไม่รู้เรื่อง ตนจึงถามว่าจะเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ เพราะตนรู้จักกับตำรวจ อีกฝ่ายจึงมีท่าทีเปลี่ยนไป กระทั่งคุยกันว่าต่างฝ่ายต่างจะเรียกประกันกัน คู่กรณีจึงกล่าวขอโทษฝ่ายตน ก่อนจะแยกย้ายกัน

ทั้งนี้ เมื่อทราบข่าวที่ จ.นครสวรรค์ ตนมั่นใจว่าเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกับที่ก่อเหตุกับตน เพราะคนร้ายยังไม่ได้เปลี่ยนป้ายทะเบียนรถที่ใช้ก่อเหตุ

keyboard_arrow_up