หนุ่มใหญ่ร้อง ถูกคนลาวคลั่งงัดกระเบื้องแทงตาบอด คาห้องขัง ฉะตร. พ้น 6 เดือนนิ่ง ไม่รับผิดชอบ (คลิป)

กรณี นายวันชัย เพิ่มชม ร้องเรียนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยโพสต์ภาพและเรื่องราว ระบุว่า “ขอกราบวิงวอน ท่าน. ผ.บ ต.ร..ท่าน จักรทิพย์ ชัยจินดาที่นับถือครับ โปรดช่วยใหัความเป็นธรรมให้ผมด้วยครับ ซึ่งผมถูกผู้ต้องหาทำร้ายร่างกาย แทงบริเวณ ลูกตา ในห้องควบคุมที่ ส.ภ เมืองนครปฐม ครับท่าน หลังจากที่ผมออกจาก โรงพยาบาลมา ก็ยังไม่มีเจัาหน้าที่ ที่เข้าเวร ที่รับผิดชอบ ในวันเกิดที่เหตุ คนใดเลย ที่จะออกมาดูแล และรับผิดชอบต่อผมเลย แม้แต่คนเดียว และครั้งเดียว ซึ่งในขณะนี้ ดวงตาของผมได้บอดสนิทครับ

อาการบาดเจ็บของนายวันชัย ขอบคุณภาพจาก วันชัย เพิ่มชม

ซึ่งเป็นผลทำให้กระทบกับความเป็นอยู่ต่อผมมากๆ ผมต้องใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว อย่างลำบากมากครับ ซึ่งผลเป็นเหตุ ให้กระทบต่ออาชีพ ขับรถ ซื้อรถ ขายรถ โดยตรงของผม ที่ประกอบอาชีพอยู่ในขณะทุกวันนี้ครับผม กระผมจึงได้กราบเรียนมายังท่าน เพื่อขอให้ท่านได้โปรดให้ความเป็นธรรมให้แก่ผมด้วยครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งครับผม” นั้น

นายวันชัย เพิ่มชม ผู้เสียหาย

วันที่ 26 พ.ย. 61  นายวันชัย เพิ่มชม อายุ 54 ปี ผู้เสียหาย กล่าวว่า ปัจจุบันตนประกอบอาชีพค้าขายขนม จากเดิมมีอาชีพทำธุรกิจส่วนตัว คือ ค้าขายรถมือ 2 ขับรถรับส่งให้ลูกค้า แต่วันนี้ตนสูญเสียดวงตา จึงทำได้เพียงค้าขายทั่วไป เนื่องจากตาด้านซ้ายมองไม่เห็น บอดสนิท

ดวงตาซ้ายของนายวันชัยที่ถูกแทงจนบอด

นายวันชัย เล่าว่า เหตุเกิด 31 ต.ค. 61 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมืองนครปฐม จับกุมตนเข้าห้องขัง ในข้อหาทำร้ายร่างกายภรรยาตนเอง จากนั้น ตำรวจได้พาตนเองเข้าไปขังเอาไว้ กระทั่งเวลาผ่านไป 3-4 ชั่วโมง ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาชาวลาว ในข้อหายาเสพติดมาขังรวมกับตน ซึ่งตนยืนยันว่า ไม่รู้จักและไม่มีเรื่องทะเลาะกับผู้ต้องหารายนี้มาก่อน

จากนั้น ผู้ต้องหาชาวลาวเกิดอาการคลุ้มคลั่ง หันไปงัดเอากระเบื้องที่แตกบนพื้น ซึ่งมีลักษณะสามเหลี่ยมแหลม วิ่งตรงดิ่งเข้ามาแทงที่ดวงตาตน จนเลือดทะลักออกมา ตนเองจึงร้องด้วยความเจ็บปวดและพยายามตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ แต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่หน้าห้องขัง หรือไม่มีเจ้าหน้าที่ได้ยิน

จนกระทั่งมีตำรวจได้ยิน จึงวิ่งเข้ามา แล้วออกไปเรียกเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพื่อพาตนส่งโรงพยาบาล ยอมรับว่า หลังโดนแทงตา เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานมาก กว่าจะส่งตนถึงโรงพยาบาล อีกทั้งเมื่อไปถึงโรงพยาบาล ก็ไม่มีการผ่าตัดหรือช่วยเหลือใด ๆ ปล่อยให้ตนนอนเจ็บต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ตนตั้งข้อสังเกตว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดให้การช่วยเหลือ ตนเองคงไม่สูญเสียดวงตา

ภาพจำลองเหตุการณ์ ขณะนายวันชัยถูกทำร้าย

จากเรื่องที่เกิดขึ้น ตนต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดประจำเวรดังกล่าว ออกมารับผิดชอบ ทั้งจ่ายเยียวยาช่วยเหลือค่าเสียหาย รวมถึงยอมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งตนได้รับการปฎิเสธ และปัดความรับผิดชอบ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ให้ไปเรียกร้องขอรับเงินเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรมเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ หากตัวได้รับการเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรม จะได้รับเงินเพียงแค่ 40,000-50,000 บาท ซึ่งไม่คุ้มค่ากับดวงตาที่เสียไป

นายวันชัย กล่าวต่อว่า หากกรณีที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจปัดความรับผิดชอบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ซึ่งตนมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะตัวเองถูกควบคุมตัวอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตำรวจ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตำรวจก็ต้องออกมารับผิดชอบ นอกจากนี้เศษกระเบื้องที่แตกหัก อยู่ภายในห้องขัง ก็เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ ที่จะต้องดำเนินการแก้ไข เมื่ออุปกรณ์ชำรุด ควรซ่อมแซม ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นอาวุธมาทำร้ายคนอื่นได้

นายวันชัย กล่าวต่อว่า การมีดวงตาเพียงข้างเดียว ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตรวมถึงอาชีพและรายได้ จากเดิมตนเองสามารถขับรถส่งลูกค้า หรือทำธุรกิจส่วนตัวค้าขายรถมือสอง และมีรายได้เลี้ยงครอบครัวอยู่แบบสบาย แต่วันนี้กลับต้องหันมาค้าขายของริมทาง โดยการขายขนมที่แม่และภรรยาทำเอาไว้ ซึ่งสูญเสียรายได้มากพอสมควร นอกจากนี้ คำว่า “เหตุสุดวิสัย” นั้น ตนเข้าใจ รับได้ แต่เจ้าหน้าที่จะต้องไม่ปัดความรับผิดชอบ และควรช่วยเหลือประชาชน

สภ.เมืองนครปฐม

ต่อมา ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางต่อ ไปยัง สภ.เมืองนครปฐม ซึ่งเป็นโรงพักจุดเกิดเหตุ ที่นายวันชัย เพิ่มชม ถูกเพื่อนผู้ต้องขังทำร้ายร่างกาย โดยห้องขังของสภ.เมืองนครปฐม ตั้งอยู่ชั้น 2 ของอาคารทำการ และจะมีห้องของสิบเวรอยู่บริเวณด้านหน้า

พื้นกระเบื้องภายในห้องขัง

ทั้งนี้ จากการสังเกต พบว่า บริเวณห้องขังภายใน ได้แยกออกเป็นสองห้องหญ่ คือห้องขังหญิง และชาย โดยแต่ละห้องจะมีห้องน้ำภายใน ส่วนพื้นที่ห้องขัง ยกระดับสูงประมาณ 10 นิ้ว ยกสูงจากพื้นราบปกติของโรงพัก แต่พบว่ากระเบื้องที่ใช้ปูพื้นภายในห้องขัง และภายนอก ขนาดเท่ากัน

พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครปฐม

ด้าน พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครปฐม เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเรื่องขึ้น ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อต้นสังกัดแล้ว โดยเรียนถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ รวมถึงอุปกรณ์ที่เสียชำรุด โดยยืนยันว่าพื้นไม่ได้รับความเสียหาย แต่เกิดจากความพยายามของผู้ต้องขัง ที่งัดออกมาทำเป็นอาวุธใช้ก่อเหตุ

และห้องควบคุมขังดังกล่าว มีสิบเวรประจำตลอดเวลา ส่วนผู้ที่ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น ในการฝากขังร่วมกับคดียาเสพติดไปแล้ว และแรงจูงใจของการก่อเหตุครั้งนี้ จากการสอบปากคำผู้ต้องขังชาวลาว ยอมรับว่า เกิดจากการที่ผู้ต้องขังทั้ง 2 ราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความรัก และเรื่องของภรรยา จนกระทั่งพูดผิดหูกัน และเกิดเรื่องขึ้น

ทั้งนี้ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม ยอมรับว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เกิดจากอาการคุ้มคลั่งยาเสพติด เพราะตำรวจได้มีการตรวจสารเสพติดก่อนนำไปฝากขังรวม ส่วนการเรียกร้องค่าเสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้นายวันชัย ดำเนินการเรียกร้องผ่านทางกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากสถานีตำรวจไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม

จากนั้น นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เปิดเผยว่า กรณีผู้เสียหายที่ถูกทำร้ายในห้องคุมขัง สภ.เมืองนครปฐม จนกระทั่งตาซ้ายบอด ต้องดูรายละเอียดก่อนว่า ขณะเกิดเหตุ เป็นเหตุฉุกละหุกหรือไม่ เพราะอาจถือเป็นเรื่องสุดวิสัยได้ สิบเวรที่ดูแลอาจจะไม่มีความผิด

ส่วนอีกมุมหนึ่ง ต้องพิจารณาว่า สิบเวรมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ ซึ่งดูจากระยะเวลาที่ผู้ก่อเหตุมีอาการคลุ้มคลั่ง และหากผู้ต้องหารายอื่น ๆ ที่ถูกคุมขังรวม แจ้งว่าผู้ก่อเหตุมีอาการคลั่ง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการระงับเหตุหรือป้องกันเหตุ ก็อาจมีความผิด

ทนายรณณรงค์ กล่าวว่า ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับผู้ก่อเหตุ สิบเวรที่เฝ้าดูแลห้องคุมขัง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดได้ ทั้งนี้ หากยังไม่ได้รับการเยียวย ก็สามารถฟ้องทางแพ่งได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ทนายรณณรงค์ แนะนำว่า ให้ผู้เสียหายร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของสิบเวร ให้สั่งตั้งกรรมการตรวจสอบ และลงโทษทางวินัย ว่าสิบเวรมีการละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไรบ้าง และยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ให้ทางสถานีตำรวจรับผิดชอบ หรือส่งไปที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด หรือร้องเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ หากต้องการให้เรื่องเร็วขึ้น ก็สามารถยื่นฟ้องศาลโดยตรงได้

keyboard_arrow_up